การทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ 1000 ซีซี 4 ค่ายดังจากญี่ปุ่น โดย Sport Rider

honda-suzuki-kawasaki-yamaha-hero

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธความยอดเยี่ยมของรถมอเตอร์ไซค์จตุรเทพแห่งแดนปลาดิบ Honda, Kawasaki, Suzuki และ Yamaha ทั้ง 4 ค่ายนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ล่ะค่ายก็มีแฟนๆ คอยสนับสนุนความสุดยอดของรถโมเดลใหม่ๆ ที่ทางค่ายผลิตออกมา และปี 2017 นี้เป็นอีกครั้งที่ทั้ง 4 ค่าย พร้อมใจกันออกโมเดลใหม่ในพิกัด 1,000 ซีซี และวันนี้ขอหยิบเอาการทดสอบการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตแฟร์ริ่งทั้ง 4 คัน จากการทดสอบของนิตยสาร Sport Rider สื่อชั้นนำระดับโลกเรียบเรียงมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน

รถที่ใช้ในการทดสอบ
Honda CBR1000RR โมเดล 2017

Kawasaki Ninja ZX-10R  โมเดล 2017

Suzuki GSX-R1000 โมเดล 2017

Yamaha YZF-R1 โมเดล 2017

ยางที่ใช้ทดสอบ
Bridgestone R10 ด้านหน้า R10 EVO ด้านหลัง
Bridgestone R10/R10 EVO

สนามทดสอบ
Buttonwillow Raceway Park ได้เลือกใช้ Lay Out ความยาวหนึ่งรอบสนามเท่ากับ 1.7 ไมล์ หรือประมาณ 2.7 กิโลเมตร เป็นสนามขนาดกลางที่ตั้งอยู่ใน California ประเทศสหรัฐอเมริกา

การทดสอบขับขี่

Honda CBR1000RR

CBR’s TFT

ถือว่าเป็นรถที่พละกำลังน้อยที่สุดในบรรดา 4 รุ่นที่เอามาทดสอบในครั้งนี้ แต่กลับสร้างความน่าประทับใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยช่วงล่างที่มีการยึดเกาะสนามได้เป็นอย่างดี การควบคุมรถทำได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะด้อยกว่าคู่แข่งในแง่ของแรงม้าสูงสุด แต่การขับขี่ในสนามจริงนั้นกลับทำความเร็วได้เป็นอย่างดี ระบบควบคุมล้อยกหรือ Wheelie Control นั้นดูเหมือนจะไม่สามารถต่อสู้กับ R1 ได้ แต่ระบบต่างๆ ของตัว CBR1000RR คันนี้กับตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การขับขี่ในครั้งนี้ได้รับความสนุกสนานมากที่สุดในบรรดา 4 รุ่นที่นำมาทดสอบ

จะบอกว่า CBR1000RR คันนี้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ง่ายที่สุดในทั้งหมดที่นำมาทดสอบก็ว่าได้ การควบคุมนั้นทำได้อย่างง่ายดาย พละกำลังของเครื่องยนต์ใช้งานได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงระบบต่างๆ ที่เช็ตค่ามาจากโรงงานก็ทำได้ดีไม่ว่าจะเป็น Engine Brake Control ที่ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นมีแรงฉุดสามารถปรับค่าได้อย่างละเอียด  ระบบเบรกและระบบกันสะเทือนด้านหน้าทำงานได้เป็นอย่างดีทำให้ CBR1000RR คันนี้สามารถทำความเร็วในโค้งได้ดีที่สุดจากทั้งหมด  แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่บ้าง ที่ระบบ ABS ไม่สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้ ทำให้การอยู่ในโค้งที่ใช้ความเร็วไม่มากนักนั้นต้องอาศัยความชำนาญของผู้ขับขี่อยู่พอสมควร  รวมไปถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้

Kawasaki Ninja ZX-10R

ZX-10R’s LCD dash

ZX-10R คันนี้มีความยอดเยี่ยมมากในทางตรง เรียกได้ว่าแรงที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ ท่วงท่านั่งนั้นมีความสบายมากที่สุด ระบบช่วงล่างก็สามารถทำงานได้อย่างดี โดยเฉพาะในเวลาที่อยู่ในโค้ง ระบบกันสะเทือนซับแรงได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงระบบเบรกที่ยอดเยี่ยม สามารถทำได้อย่างใจสั่ง การตอบสนองของเครื่องยนต์ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ทดสอบอยากจะบิดคันเร่งต่อไปเรื่อยๆ

ข้อเสียอย่างหนึ่งของ ZX-10R ก็คือเรื่องของน้ำหนักตัวที่มีมากกว่าใครเพื่อน ทำให้การพลิกโค้งในสนามแข่งนั้นทำได้ค่อนข้างช้า ทำให้ความเร็วในโค้งที่ถี่ๆ นั้นทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และในย่านความเร็วช่วงกลางต้องใช้เวลาในการไต่ความเร็วพอสมควร แต่พอได้รอบแล้วก็ไม่มีอะไรมาหยุดเจ้า Ninja คันนี้ได้เลย

Suzuki GSX-R1000

GSX-R’s LCD dash

GSX-R1000 คันนี้ให้พละกำลังที่ต่อเนื่องที่สุดจากทั้ง 4 รุ่น ไม่ว่าจะเป็นย่านความเร็วต่ำ กลาง หรือสูง เครื่องยนต์สามารถตอบสนองต่อแรงบิดได้เป็นอย่างดี โครงสร้างตัวถังมีน้ำหนักเบาทำให้การควบคุมรถนั้นทำได้อย่างง่ายดาย สามารถพลิกโค้งและสามารถตั้งตัวให้ตรงได้อย่างไม่ยากเย็น ระบบช่วยเหลือต่างๆ ทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ Low Rpm Assist ที่ช่วยในการเดินคันเร่งในรอบต่ำไม่มีอาการสะดุด รวมไปถึงระบบวาล์วแปรผัน VVT ที่ทางค่ายจับมาใส่นั้นก็ทำให้เจ้า GSX-R1000 คันนี้มีพละกำลังอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด การอยู่ในโค้งทำได้อย่างสบายๆ ทุกย่านความเร็ว

แต่สิ่งที่น่าผิดหวังใน GSX-R1000 ก็คือเรื่องของระบบเบรกที่ตอบสนองได้ค่อนข้างช้า ทำให้การกะระยะของการเบรกต้องใช้ความชำนาญ Engine Brake ทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาจจะสืบเนื่องมาจากระบบช่วยเหลือ Low RPM Assist นั้นจะทำให้รอบของเครื่องยนต์ตกช้าไปสักหน่อย ทำให้แรงฉุดนั้นมีมากเกินไป แต่ก็มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ประหยัดที่สุด จากทั้ง 4 ค่ายที่นำมาทดสอบในครั้งนี้

Yamaha YZF-R1   

R1 set the bar for TFT dash

เครื่องยนต์ Crossplane ของ R1 คันนี้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม มีอัตราเร่งแบบเกียร์ต่อเกียร์ที่สมดุลกัน ถึงแม้ว่าช่วงเกียร์หนึ่งจะมีระยะลากที่ยาวไปสักนิดก็ตาม ตัวเครื่องยนต์สามารถตอบสนองการกระแทกคันเร่งได้เป็นอย่างดี แต่ก็จะมีช่วงความเร็วกลางที่ไหลช้าไปสักนิด แต่ก็ไม่ทำให้อารมณ์สะดุดแต่ประการใด ระบบเบรกนั้นตั้งค่าการใช้งานมาเป็นอย่างดี ระบบช่วยเหลือต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสังเกตของ R1 ก็คือระบบช่วงล่าง เวลาอยู่ในโค้งหนักๆ สามารถรับรู้ได้ถึงแรงที่เกิดจากโช้คอัพด้านหน้า ทำให้รู้สึกได้ที่ข้อมือ แต่ไม่ได้รู้สึกรุนแรงมากนัก ยังพอที่จะให้อารมณ์ในการขับขี่นั้นไม่เสียไปซะทีเดียว

 

การขับขี่ในสนามแข่ง

AiM Solo Data Analysis

หลังจากการขับขี่ทดสอบแต่ล่ะคันแล้ว ทางทีมงานก็ได้นำเอาแต่ล่ะคันมาวิ่งแบบ Solo ในสนามและนำเอาเวลาที่ดีที่สุดมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้นักแข่งเพียง 1 คนในการทดสอบเพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องของรูปร่างของผู้ขับขี่ และสภาพสนามที่เหมือนกัน ยางรุ่นเดียวกัน และอุณหภูมิของยางที่เท่ากัน โดยผลปรากฏว่า Honda CBR1000RR รถที่มีพละกำลังน้อยที่สุดกลับทำเวลาได้ดีที่สุด ด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้ที่ 137.3 ไมล์ต่อชั่วโมง และทำเวลาได้ 1’02.061 นาที ตามมาด้วย Yamaha YZF-R1 ที่ทำความเร็วสูงสุดได้เหนือว่า ด้วยความเร็วสูงสุด 139.1 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่กลับทำเวลาต่อรอบได้ 1’02.166 นาที อันดับที่ 3 Kawasaki Ninja ZX-10R ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 138.4 ไมล์ต่อชั่วโมง เวลาต่อรอบอยู่ที่ 1’02.445 นาที และอันดับที่สี่ Suzuki GSX-R1000 ความเร็วสูงสุด 134.3 ไมล์ต่อชั่วโมง เวลาต่อรอบ 1’02.545 นาที

honda, suzuki, kawasaki, yamaha

ผลของการทดสอบออกมาเป็นอย่างที่เพื่อนๆ ได้เห็นกัน โดยความเร็วในสนามนั้นมีความห่างกันไม่มากแทบจะใกล้เคียงกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าผลสรุปท้ายจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม เชื่อได้เลยว่าแฟนๆ ของแต่ล่ะค่ายก็ยังคงหลงใหลในตัวของรถแต่ล่ะรุ่นกันอยู่ดี เพราะรถแต่ล่ะคันนั้นก็มีจุดอ่อนจุดแข็งที่ชัดเจนในตัวเอง ดังนั้นแล้วใครชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นจะดีที่สุดครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.sportrider.com