คาดการณ์รถมอเตอร์ไซค์ใหม่ที่จะเปิดตัวในงาน Tokyo Motor Show 2017 ปลายเดือนนี้

tms

เรียกได้ว่าใกล้จะถึงงานกันเต็มแก่แล้ว สำหรับมหกรรมยานยนต์จากประเทศผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงในระดับโลกอย่างประเทศญี่ปุ่น ในงาน Tokyo Motor Show 2017 ที่วันนี้ทางทีมงาน GreatBiker จะพาไปเจาะลึกกับรถมอเตอร์ไซค์ที่คาดว่าจะเปิดตัวกันในงานนี้ รับรองว่ามันจะมีอะไรเด็ดๆ ให้ได้ตื่นเต้นกันอย่างแน่นอน เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่รถปกติเท่านั้น ยังคงมีการโชว์นวัตกรรมสุดล้ำจากแต่ละค่ายกันอีกด้วย ก่อนที่ทาง GreatBiker เองนั้นจะไปร่วมงานนี้ด้วยในวันที่ 25 ตุลาคม นี้ เพื่อเกาะติดการเปิดตัวรถใหม่ๆ และรายงานสดส่งตรงมายังเพื่อนๆ ก่อนใคร

มาเริ่มกันที่ค่าย Yamaha ก่อนเลย

1

ทางค่าย Yamaha ประเดิมด้วยการเตรียมเปิดตัวรถ New Yamaha MWT-9 ซุปเปอร์สามล้อคลาสยักษ์ใหญ่ โดยจะต้องบอกว่าเจ้า MWT-9 นั้นเป็นรถในตระกูล MT ของทางค่าย (เช่นเดียวกันกับ MT-10, 09, 07 และ 03) แต่ว่าโดดเด่นด้วยการใช้ล้อหน้าคู่ โดยที่แกนของล้อนั้นสามารถเอียงเวลาเราเลี้ยวรถได้ด้วย ก็ต้องถือว่าเป็นบิ๊กไบค์คันแรกของทางค่ายที่ใช้คอนเซ็ปท์นี้ในการผลิต และมีเครื่องยนต์เดียวกันกับ MT-09 เพื่อนร่วมรุ่นในความจุอยู่ที่ 847 ซีซี 3 สูบ แบบ Crossplane Crankshaft ซึ่งจุดเด่นก็คือจะเป็นการรวมเอาข้อดีขอเครื่องยนต์แบบ 2 สูบและ 4 สูบไว้ด้วยกัน กล่าวคือมันมีอัตราเร่งในย่านความเร็วต้นที่ดีกว่าเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ และความเร็วปลายที่ไหลลื่นกว่าเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ ด้วยเครื่องยนต์ที่มีลักษณะของการจุดระเบิดที่ไม่เหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป โดยจะจุดระเบิดแบบไม่สม่ำเสมอกันตลอด ส่งผลให้เครื่องยนต์มีอัตราเร่งมากขึ้น บิดเป็นมา ขี่สนุก เสียงเพราะๆ แบบเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็นปรัชญาในการออกแบบเครื่องยนต์อันยอดเยี่ยม

https://global.yamaha-motor.com/showroom/event/tokyo-motorshow-2015/exhibitionmodels/mgp/images/motobot.jpg

ต่อด้วย Motobot ver. 2 หุ่นยนต์นักบิดสุดอัจฉริยะ ที่จะต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมในโลกยานยนต์อย่างแท้จริงจากทางค่าย ที่จะจำลองลักษณะการขับขี่จากมนุษย์จริงๆ เลยไม่วาจะเป็นการบิดคันเร่ง, บีบคลัทช์, เข้าเกียร์ และกดเบรก การขับขี่จริงๆ รวมไปถึงการเข้าโค้ง และการตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วย จากที่ก่อนหน้านี้เวอร์ชั่นแรกนั้นเปิดตัวไปเมื่อปี 2015 แต่คราวนี้มาในเวอร์ชั่นสองเชื่อว่าจะต้องมีอะไรให้ฮือฮากันมากขึ้นอย่างแน่นอน

และยังมีอีกหนึ่งโมเดลปริศนาที่ยังคงเป็นความลับกันอยู่ ยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าจะเป็นอะไรกันแน่ ถือว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ทางค่ายนั้นเก็บข้อมูลกันไว้ได้เป็นอย่างดี อันนี้จะต้องไปลุ้นกันในวันงานจริงกันอีกครั้ง ว่ามันคืออะไรกันแน่ กับการเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งานนี้

มาดูทางฝั่งค่าย Suzuki กันบ้าง

sample

ทางค่าย Suzuki เองนั้นนำทัพโดยรถ New SV650X รถทรงคาเฟ่เรซเซอร์ที่มีพื้นฐานมาจากรุ่น SV650 โดยรูปแบบในการดีไซร์นั้นเน้นความคลาสสิกผสมกับความโมเดิร์นให้ลงตัว ภายใต้แนวคิด ‘Ne0-Retro’ (ยุคใหม่ผสมย้อนยุค) ซึ่งการออกแบบของ SV650X นั้นทางค่ายได้ให้รายละเอียดไว้ว่า มันเป็นการนำเอาความยอดเยี่ยมของสไตล์รถมอเตอร์ไซค์ในยุค 70 มาพัฒนาต่อยอดให้เป็นโมเดลนี้ ซึ่งเรามีการเติมแฟร์ริ่งบางส่วนเข้าไปในบริเวณด้านหน้ารถ, ครอบไฟหน้า, แฮนด์บาร์แบบคลิปออน ที่โดยรวมแล้วจะให้อารมณ์ความรู้สึกถึงกลิ่นอายในยุคก่อน แต่ในเรื่องของสเปคและฟีเจอร์ต่างๆ นั้นยังคงใช้ความทันสมัยของยุคปัจจุบันเข้ามาอย่างเต็มตัว โดยใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ขนาด 645 ซีซี 2 ลูกสูบแบบ V-twin 90 องศา

มาต่อกันที่ Suzuki SWISH เป็นรถที่มาจากตระกูล Address 125 ซึ่งมาในแนวพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ใช้ระบบไฟแบบ LED รอบคัน ด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ หน้าจอแสดงผลเป็นแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ และมีช่องเสียบ USB ด้วย เจ้า SWISH คันนี้จะเป็นคู่แข่งคันสำคัญของ PCX 125 และ NMAX 125 นั่นเอง

ค่ายยักษ์เขียว Kawasaki เตรียมเปิดตัว 2 โมเดลใหม่ ว่าที่รถยอดนิยมในอนาคต

ninja2018

อีกหนึ่งค่ายที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในปีนี้กับ Kawasaki ที่ลือกันอย่างหนักว่าจะเปิดตัวรถสปอร์ตแฟร์ริ่งในระดับ Entry Class ตระกูลดังอย่าง All New Ninja 250 (หรือ 300 สำหรับบ้านเรา) จุดที่น่าสนใจของ Ninja 400 และ 250/300 คันใหม่นั้นเท่าที่เราทราบมาก็คือโช้คอัพหน้านั้นจะเป็นแบบหัวกลับ Upside Down, ระบบไฟแบบ LED รอบคัน, Slipper Clutch เพื่อมาต่อกรกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง CBR250RR โดยตรง แต่ในส่วนอื่นๆ นั้นจะพบว่ายางรถจะเป็นแบบยางเรเดียล, สวิงอาร์มเป็นดีไซน์แบบยาว ตัวเฟรมนั้นเป็นเฟรมใหม่ ที่คาดว่าจะมีน้ำหนักค่อนข้างเบา (ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะเบากว่าคู่แข่งอย่าง CBR250RR ด้วยซ้ำ) แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องของจำนวนสูบในเครื่องยนต์นั้นไม่น่าผิดไปจากนี้ ก็คือยังคงจะใช้เครื่องยนต์แบบ 2 สูบเรียงเหมือนกับโมเดลก่อนหน้านี้ ที่ให้แรงบิดในย่านความเร็วต้นถึงกลางอย่างไหลลื่น (ส่วนตัวเลขของเรดไลน์ยังไม่ทราบในขณะนี้) ซึ่งยังไม่ใช่เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงอย่างที่เคยเป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้ และเครื่องยนต์น่าจะเป็นเครื่องยนต์ลูกใหม่เลย ไม่ใช่เป็นการนำเอาเครื่องยนต์จากโมเดลก่อนหน้านี้มาปรับปรุง

Z900RS_YMCG_1-1

และอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจมากๆ อย่าง New Z900Rs รถแนวคลาสสิกเรโทร ที่มีกลิ่นอายของต้นตระกูลอย่างเจ้า Z1 และ Z2 ซึ่งการคาดการณ์ของโมเดลใหม่นี้น่าจะใช้พื้นฐานเครื่องยนต์ของเจ้า Z900 รถมอเตอร์ไซค์เนกเกตสปอร์ตของทางค่ายที่เปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยน่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันและปรับค่าบางอย่างให้เจ้ากับสไตล์ของรถในแนว Modern Classic ไฟกลม โดยเจ้า Z900RS คันนี้จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 948 ซีซี สี่ลูกสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ บล็อกเดียวกับ Z900 โดยได้มีการปรับค่าแรงม้าจากเดิมที่มีอยู่ 123 PS โดยปรับลดลงมาให้อยู่ที่ 110 PS และได้ลดรอบเครื่องยนต์ให้ต่ำลงไป 1,000 รอบต่อนาที เพื่อเพิ่มทอร์คหรือว่าแรงบิด ซึ่งจะทำให้เจ้า Z900RS คันนี้มีพละกำลังแรงบิดสูงสุดที่ 7,500 รอบต่อนาที สนองต่อคอนเซ็ปต์ low-end Torque ที่ทางค่ายได้วางไว้ ในขณะที่ระบบเบรกนั้นเป็นระบบเบรกแบบเรเดียล ซึ่ง Z900 ปกตินั้นไม่มี ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า Z900Rs คันนี้จะมีราคาที่แพงกว่า Z900 ปกตินั่นเอง

ปิดท้ายกันที่ค่ายปีกนก Honda ที่ขนกองทัพรถมาอย่างคับคั่ง พร้อมกับฉลองครบรอบ 70 ปีอย่างยิ่งใหญ่

2018-Honda-Super-Cub-110-Young-Machine-rendering

เริ่มจากตระกูล Super Cub อันสุดคลาสสิกของทางค่าย โดยโมเดลแรกก็คือ Honda Super Cub ที่มาพร้อมกันทีเดียวถึง 2 รุ่น ประกอบไปด้วย รุ่น 110 ซีซี และ 50 ซีซี โดยได้ใช้การออกแบบ Minimalism ที่ดูสวยงามลงตัว คงความคลาสสิกตามแนวทางของรถ Super Cub ด้วยไฟหน้ากลม ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ใน Honda Cb150R ที่เปิดตัวในบ้านเราและเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ โดดเด่นด้วยเบาะนั่งแบบสั้นหรือเบาะนั่งเดียวทำให้ช่วงท้ายนั้นสามารถบรรทุกของหรือเสริมกล่องสัมภาระเข้าไปได้ และความคลาสสิกอีกหนึ่งอย่างที่เราเห็นกันก็คือระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ที่มีระบบ Kick Start

2018 Honda Cross Cub 110 single seater Young Machine Rendering

2018 Honda Cross Cub 110 two seater Young Machine Rendering

อีกหนึ่งโมเดลที่มีความพิเศษก็คือ Honda Cross Cub  โดดเด่นด้วยกรออกแบบ Bodywork ที่เน้นความแคบของตัวรถ โดยไม่มีส่วนของบังโคลนหน้าเหมือนกับ Super Cub ก่อนหน้านี้  และอีกหนึ่งจุดเด่นของเจ้า Cross Cub คันนี้ก็คือระบบกันสะเทือนด้านหน้าที่เป็นสีดำ และจานดีสก์เบรกขนาดเล็กที่อยู่ในส่วนของการ์ดจุดยึดล้อ และการ์ดไฟหน้าที่เสริมให้เจ้า Super Cross คันนี้น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม

อีกทั้งยังจะมีการเปิดตัวรถใหม่อย่าง Super Cub C125 2018 และ Monkye 125 2018 กันอีกด้วย

CB400SF_YMCG_4-1

มาต่อกันอีกหนึ่งโมเดลที่ถือว่าน่าสนใจเอามากๆ กับ New CB400SF 2018 (Super 4) ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างแรกเลยก็คือในเรื่องของไฟหน้าแบบ LED นั้นจะเป็น LED แบบ 4 x 4 EYES (4 ดวงแบบแยก 2 ดวงด้านบนและ 2 ดวงด้านล่าง) ซึ่งจะเป็นการแยกตำแหน่งไฟสูงและไฟต่ำนั่นเอง โดยแน่นอนว่าระบบไฟแบบนี้นั้นจะถนอมอายุการใช้งานของไฟ LED ได้มากกว่าแบบปกติ รวมไปถึงสร้างรูปแบบการดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย โดยพื้นฐานของสเปคเครื่องยนต์แล้ว คาดว่าจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 399.00 cc 4 สูบเรียง 4 จังหวะ ให้แรงม้าอยู่ที่ 52 ตัว ที่ 10,500 รอบ ทอร์ค 38 Nm ที่ 9,500 รอบ อีกทั้งมีข่าวมาว่าทางค่ายจะยังคงมีฟีเจอร์ใหม่ๆ บางอย่างติดตั้งเพิ่มเติมเข้ามาจากโมเดลก่อนหน้านี้ ซึ่งถือว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ก็ต้องย้อนกลับไปถึงปี 2014 กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ยืนระยะด้วยสเปกแบบเดิมมาทุกปี

PCX_HV_YMCG

นับว่าเป็นมิติใหม่และจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรถ Scooter ตระกูล PCX ที่เตรียมจะเปิดตัวรถในเวอร์ชั่นของการใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนอย่างระบบ Hybrid ซึ่งเจ้า PCX Hybrid นั้นจะมีจุดเด่นที่ระบบ Hybrid โดยจะมีการติดตั้งแบตเตอร์รี่ไฮบริดสำหรับการขับเคลื่อนโดยเฉพาะมาให้ และแยกจากแบตเตอร์รี่ไฟฟ้าปกติ (เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์) แต่หลักการทำงานแบบละเอียดยังไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลออกมา ซึ่งคาดว่าพวกฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่อยู่ใน PCX โมเดลล่าสุดจะยังคงติดตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Idling Stop, Keyless, ไฟ LED รอบคัน ฯลฯ จะมาอย่างครบครัน

riding-e

คันต่อมานั้นเป็นการโชว์ความล้ำจากทางค่ายกันบ้าง กับ Honda Riding Assist-e รถมอเตอร์ไซค์ที่สามารถทรงตัวได้เอง แม้ว่าในการเปิดตัวครั้งนี้ก็จะยังคงเป็นรถคอนเซ็ปท์อยู่ แต่ว่ามันน่าจะมีความใกล้เคียงกับการผลิตจริงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะแนวคิดของทาง Honda นั้นชัดเจนว่าเจ้า Riding Assist-e คันนี้จะเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และมีความสามารถ self-balancing ที่จะทรงตัวได้เองในย่านความเร็วต่ำ หรือแม้กระทั่งจอดอยู่นิ่งๆ โดยไม่ต้องลงขาตั้ง หรือพูดง่ายๆ ว่ารถสามารถยืนได้เอง และเคลื่อนที่ได้เอง (แต่แน่นอนว่าจะต้องเปิดสวิทช์การทำงานไว้ด้วย) ฟีเจอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้กับรถคันนี้นอกเหนือไปจากเรื่องของความสามารถในการทรงตัวแล้ว ที่โดดเด่นเลยก็จะเป็นในเรื่องของแชสซีที่ยังมีความเป็นรถมอเตอร์ไซค์จริงๆ อย่างเต็มรูปแบบ รวมไปถึงในส่วนของเฟรมรถด้วย, สวิงอาร์มหลังเป็นแบบโปร์อาร์ม (อาร์มเดี่ยว) ยางเป็นของ Bridgestone Battlax sport-touring, ระบบเบรก Nissin, ระบบกันสะเทือนแบบลิงค์แอสซิส (เชื่อมต่อกัน) ระหว่างด้านหน้าและด้านหลัง, คันเร่งเป็นแบบไฟฟ้า, ไฟเป็นแบบ LED รอบคัน ส่วนท่านั่งในการขับขี่นั้นมีความเป็น Bobber อยู่ในตัวจากลักษณะของแฮนด์รถและความยาวเบาะรถ

มาต่อกันที่อีก 2 รุ่นใหญ่สไตล์แกรนด์ทัวร์ริ่งจากทางค่ายอย่าง GL 1800 และ F6B 2018 หรือที่รู้จักกันในนามของตระกูล GOLDWING นั่นเอง โดยทั้ง 2 คันนี้ยังคงใช้ขุมกำลังขนาด 1832 ซีซี หกลูกสูบแบบ Flat-Six โดยได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบของ Massive Block ใหม่ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซมลพิษ และเพิ่มอัตราเร่งและพละกำลังสูงสุดได้ รวมไปถึงการออกแบบใหม่ของชุดแฟร์ริ่งที่ให้อารมณ์แบบสปอร์ตเต็มพิกัด พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกตามแนวทางของรถมอเตอร์ไซค์แกรนด์ทัวร์ริ่ง ที่หรูหราและสะดวกสบาย รวมไปถึงระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ ในรูปแบบของ Hossack-styled design ไม่ได้มาในรูปแบบของท่อกลมๆ อีกต่อไป โดยรูปแบบของระบบโช้คอัพหน้าแบบนี้เราจะได้พบเห็นกันอยู่บ่อยๆในรถมอเตอร์ไซค์ ตระกูล K-Serie ของค่าย BMW นั่นเอง

1

และแล้วก็มาถึงไฮไลท์ที่ทั่วโลกต่างก็จับตามอง นั่นก็คือ All New Honda CB1000R Hornet โดยที่เจ้าโมเดลใหม่จากทางฮอนด้าโมเดลนี้นั้น จะมาในรูปทรงที่มีกลิ่นอายของความเป็นเรโทรผสมผสานด้วย อย่างเช่นในเรื่องของไฟหน้า ในขณะที่คู่แข่งเองนั้นพยายามที่จะดีไซน์ให้มันดูล้ำยุคและดุดัน แต่ว่าทาง Honda เองนั้นกลับเลือกเดินในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป แต่ว่าพวกออพชั่นต่างๆ นั้นยังคงจะจัดมาอย่างเต็มที่ ซึ่งหากเราจะนับอายุอานามของเจ้าโมเดลนี้ในโฉมเดิมนั้น ก็จะต้องบอกว่าอายุมันเกิน 10 ปีเข้าไปเรียบร้อยแล้ว

โดย All New CB1000R คันนี้นั้น จะใช้เครื่องยนต์และระบบต่างๆ ที่มีพื้นฐานเดียวกันกับ All New CBR1000RR Fireblade ซึ่งมีเครื่องยนต์ขนาด 1,000cc แบบ 4 สูบเรียง ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง ดังนั้นแล้วนอกเหนือไปจากเครื่องยนต์เดียวกัน (ที่อาจจะมีการปรับลดแรงม้าลงบ้าง แต่อัดในส่วนของแรงบิดหรือว่าทอร์คเพิ่มเข้าไป) ก็จะมีพวกออพชั่นต่างๆ ติดรถมาให้ด้วยไม่ว่าจะเป็นคันเร่งไฟฟ้า fly-by-wire throttle, ตัวควบคุมแรงบิด torque control, ตัวป้องกันล้อยก wheelie control, ตัวป้องกันล้อหมุนฟรี traction control และตัวเลือกในการเปิด-ปิด quickshifter หรือ auto-blipper ส่วนสวิงอาร์มด้านท้ายนั้นจะเป็นแบบโปร์อาร์ม (อาร์มเดี่ยว) และใช้ระบบไฟแบบ LED รอบคันอย่างแน่นอน ในขณะที่การออกแบบถังน้ำมันนั้นจะมีความแคบลงกว่าเดิม เพื่อให้มิตินั้นกระชับมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้แน่นอนว่ามันจะต้องผ่านมาตรฐาน Euro 4 อันเข้มงวดให้ได้ด้วย

และทั้งหมดนี้ก็คือภาพรวมของรถที่คาดการณ์กันว่าจะเปิดตัวกันในงาน Tokyo Motor Show ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะต้องย้ำกันอีกครั้งว่าภาพทั้งหมดนั้นยังคงเป็นเพียงภาพ render จากทาง young-machine.com โดยเวลาที่เปิดตัวกันจริงๆ อาจจะมีความแตกต่างไปจากภาพเหล่านี้บ้าง รวมไปถึงการเปิดตัวบางรุ่นที่นอกเหนือจากข้อมูลที่กะเก็งกันไว้ หรือบางรุ่นอาจจะไม่เปิดตัวในงานนี้ อย่างไรก็ตามรอติดตามการถ่ายทอดสดการเปิดตัวของรถรุ่นต่างๆ จากทาง GreatBiker ได้ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ส่งตรงจากเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น!

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก young-machine.com