ปัญหาทั่วไปที่พบได้บ่อยในรถมอเตอร์ไซค์

iStock_000068641011_Small-624x415

แน่นอนว่าการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์นั้นย่อมที่จะหลีกหนีไม่พ้น ที่ในบางเวลาเราจะต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้บ้าง บางทีก็เป็นปัญหาที่เกิดจากอุปกรณ์หรือว่าชิ้นส่วนบางอย่างไม่สมบูรณ์หรือว่าหลุด QC มา แต่ในบางกรณีก็อาจจะเกิดจากการใช้งานของเราเอง หรือที่ศัพท์ทางเทคนิคนั้นเรียกว่า User Error อย่างไรก็ตามในวันนี้ที่เราจะนำเสนอกันในบทความนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาทั่วๆ ไป (common problems) ที่มักจะเกิดขึ้นกันได้บ่อยๆ ในการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ ว่ามีสาเหตุเกิดขึ้นมาจากอะไร และแนวทางในการแก้ไขปัญหากัน โดยจะขอยกตัวอย่างมาอยู่ 6 กรณีดังนี้

1- ปัญหาดิกส์เบรกค้าง

อาการ – ส่วนมารถมอเตอร์ไซค์ในปัจจุบันนั้นจะใช้ระบบเบรกแบบ ดิสก์เบรกกันเป็นส่วนมาก (อย่างน้อยก็ที่ล้อหน้า) ซึ่งแน่นอนว่าเป็นระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพสูงมากที่สุดระบบหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในบางกรณีก็มักจะมีอาการดิสก์เบรกค้างได้ โดยสังเกตได้เวลาที่เราขี่รถมอเตอร์ไซค์ของเราไปตามปกติ โดยไม่ได้แตะเบรกแต่อย่างใด แต่กลับพบว่ามันหน่วงๆ เหมือนว่าดิสก์เบรกมันพยายามจะทำงานเพื่อหยุดรถอยู่ตลอดเวลา รถจะวิ่งได้ไม่ค่อยไป หรือบางกรณีร้ายแรงถึงขั้นมีกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – โดยมากสาเหตุมักจะมาจากยางกันฝุ่นของปั้มดิสก์เบรกนั้นฉีกขาด (อาจจะฉีกขาดเองตามอายุการใช้งาน หรือว่าเอาเกิดอุบัติเหตุจากการใช้งานของเราแล้วฉีกขาดโดยที่เราไม่รู้ตัว) จนทำให้มีน้ำซึมเข้าไปและเกิดสนิมเกาะตัวกันในบริเวณนั้น ทำให้ลูกสูบของเบรกไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าออกได้สะดวก การแก้ไขก็คือให้ถอดออกมาขัดเพื่อให้สนิมออก แล้วหลังจากนั้นก็ให้เปลี่ยนแม่ปั้มเบรกใหม่ แต่ถ้าหากพบว่ามีสนิมเกาะมากจนเกินไป อาจจะต้องทำการเปลี่ยนชุดลูกสูบเบรกใหม่เลย

2- ปัญหาผ้าใบเบรกหมดไว

อาการ – เวลาที่เราขี่มอเตอร์ไซค์คันโปรดของเราไปตามปกติ แต่เวลาแตะเบรกนั้นกลับพบว่ามีเสียงดังคล้ายๆ เหล็กกระทบหรือเสียดสีกัน หรือรู้สึกได้ว่าการเบรกนั้นไม่ค่อยจะหนึบเหมือนเดิมจนเริ่มสังเกตได้ หากว่าบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นเบรกไม่อยู่และมีอาการสั่นบริเวณล้อเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่าผ้าใบเบรกของคุณใกล้จะหมดหรือว่าหมดไปเรียบร้อยแล้ว

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – ปกติแล้วผ้าใบเบรกนั้นมีอายุในการใช้งานอยู่แล้ว หากว่าถึงอายุของมันก็จะสึกจนหมดไปเอง ก็ต้องทำการเปลี่ยน แต่หากว่าเราเอารถเข้าเช็คระยะที่ศูนย์เป็นประจำทางศูนย์ก็จะเปลี่ยนให้ตามระยะที่ควรจะเปลี่ยน ซึ่งปกติแล้วจะไม่รอจนถึงมันเริ่มออกอาการ แต่ทีนี้ในบางกรณีที่มันดันเกิดอาการผ้าใบเบรกหมดโดยที่ยังไม่ถึงเวลาอันสมควรต้องเปลี่ยน นั่นก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุจากลักษณะการขับขี่ของเราเอง โดยมากเราอาจจะใช้เบรกมาเกินกว่าความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว เช่นบางทีเวลาลงจากทางลาดชันเป็นระยะเวลานานๆ กลับไม่ได้ใช้เอนจิ้นเบรกช่วย แต่เลือกใช้การกำเบรกช่วยหยุดแทนเอา หรือมือและเท้าของเรามักจะคลอที่เบรกโดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา ลักษณะนี้จะทำให้ผ้าใบเบรกนั้นสึกหรอได้ไวมากๆ ดังนั้นแล้วก็ต้องแก้ไขที่นิสัยการใช้เบรกของเรา คือเลือกใช้ให้เหมาะสมที่สุดนั่นเอง และถ้าผ้าใบเบรกนั้นหมดแล้วหรือว่าใกล้จะ ควรจะรีบเปลี่ยนโดยทันที ไม่ควรฝืนใช้งานต่อไป เพราะอาจจะทำให้จานเบรก (ดิสก์) นั้นเสียหายจนต้องถึงขั้นเปลี่ยนจานเบรกใหม่จะเสียค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

3- ปัญหาสายคลัทช์ขาด

อาการ – สำหรับสายคลัทช์นั้นถือว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของระบบขับเคลื่อน โดยเฉพาะในปัจจุบันนั้นรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์แบบมีเกียร์ทั้งหลายส่วนมากก็ใช้ระบบคลัทช์กันทั้งนั้น ซึ่งอาการของสายคลัทช์ขาดนั้นแรกเริ่มเราจะสังเกตได้ว่า สายสลิงคลัทช์นั้นเส้นจะเริ่มบางลงกว่าปกติ หรือว่าแตกตัว และความรู้สึกเวลามือเราบีบคลัทช์นั้นจะไม่เหมือนเดิม คืออาจจะตึงเกินไปหรือว่าหย่อนเกินไป โดยที่เราไม่ได้ไปตั้งคลัทช์ใหม่หรือว่าเปลี่ยนแปลงอะไร รวมไปถึงมีเสียงดังกอกๆ แกกๆ เวลาเราบีบคลัทช์ บางทีถ้าเกิดสัญญาณเหล่านี้เราต้องลองพิจารณาให้ละเอียดแล้วทำการเปลี่ยนโดยไม่ต้องรอให้สายมันขาดก็ได้ แต่ถ้าปล่อยไว้เรื่อยๆ สายคลัทช์ก็จะขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีบางกรณีที่อยู่ๆ สายคลัทช์เองก็ขาดออกจากกันแบบทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนเช่นกัน

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – สำหรับกรณีนี้แล้วสาเหตุนั้นเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุเหมือนกัน อันดับแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่าในระบบของคลัทช์นั้น ลูกปืนคลัทช์นั้นจะทำหน้าที่ยึดคลัทช์ไว้ในขณะที่เราวิ่งกันปกติ และเมื่อเวลาเราบีบสายคลัทช์ตัวลูกปืนก็จะยกขึ้นจากชามคลัทช์เพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสมูธ ดังนั้นแล้วสาเหตุหลักๆ นั้นก็แบ่งออกได้เป็นสองทางก็คืออย่างแรกสายคลัทช์เองนั้นไม่ได้มาตรฐาน หรือว่าอาจจะหลุด QC มาจนทำสายคลัทช์สึกหรอหรือหมดอายุก่อนกำหนด หรือว่าใช้งานไปจนสายสลิงคลัทช์มันเสื่อมตามอายุการใช้งานของมันเองจริงๆ (ซึ่งปกติก็นานเอามากๆ บางคันใช้จนลืมเปลี่ยนกันไปเลยก็มี) และอย่างที่สองอาจจะเป็นสาเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมในการขับขี่บางอย่างเช่น มักจะทำการเลียคลัทช์หรือว่ากำคลัทช์คลอๆ ไว้ตลอดเวลาที่ขี่โดยที่ไม่รู้ตัว หรือแม้กระทั่งบีบคลัทช์ไม่สุดเวลาเปลี่ยนเกียร์ จนทำให้ลูกปืนคลัทช์นั้นมีการขยับเข้าออกจากตัวชามคลัทช์แบบไม่สุด จนทำให้มีการดึงรั้งสายสลิงคลัทช์อยู่ตลอดเวลาและค่อยๆ สึกหรอลงเรื่อยๆ รวมไปถึงการที่เราละเลยในการหยอดน้ำมันคลัทช์ หรือบางคนเลือกใช้สายคลัทช์เทียบที่ไม่ได้ตรงรุ่นจากโรงงานก็จะทำให้สายคลัทช์ขาดได้เร็วกว่าปกติด้วย  รวมไปถึงการตั้งคลัทช์ให้สูงหรือต่ำมากเกินไปนั้นก็มีผลเช่นกัน ดังนั้นแล้วถ้าหากว่าเรามั่นใจว่าสายคลัทช์ของเราได้มาตรฐานถูกต้องทุกอย่าง และก็หมั่นหยอดน้ำมันคลัทช์ตามระยะเป็นปกติอยู่แล้ว ทีนี้ถ้าสายสลิงคลัทช์ยังขาดกันอยู่ก็คงต้องลองเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่างในการขับขี่ โดยสังเกตดูว่าเราขี่ผิดๆ แบบตัวอย่างที่กล่าวไปหรือเปล่า เพื่อให้อายุของสายคลัทช์และชุดคลัทช์ทั้งหมดทำงานได้อย่างราบรื่นและใช้งานได้ตามอายุจริงของวัสุดมากที่สุด

4- ปัญหาลูกปืนล้อหลังแตก

อาการ – สำหรับปัญหานี้ในช่วงแรกๆ อาจจะสังเกตได้ยาก เพราะหากลูกปืนล้อหลังมันเริ่มจะแตกอาจจะยังไม่มีอาการอะไรบ่งบอกชัดเจน แต่หากเริ่มสังเกตได้ว่าเวลาเราเบรกแล้วล้อหลังจะมีอาการส่ายๆ หรือรู้สึกว่าล้อหลังมันหลวมๆ จนกระทั่งนานๆ ไปจะเกิดเสียงดังที่ล้อหลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนแตกทำให้เราไม่สามารถคอนโทรลล้อหลังให้อยู่ในศูนย์ปกติได้ ซึ่งหากเราปล่อยไว้ก็ถือว่าอันตรายทีเดียว

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – ตรงนี้แล้วมักจะมีปัจจัยหลายอย่าง นอกเหนือไปจากการเสื่อมสภาพตามอายุแล้ว หรืออุปกรณ์มีคุณภาพไม่ดี ก็อาจเป็นเพราะเรานำเราวิ่งในถนนที่เป็นทางขรุขระหรือเป็นหลุมเป็นบ่อโดยไม่ได้ผ่อนรถเลย (คืออัดเต็มที่ตามปกติ) บ่อยๆ หรือไปกระแทกโดนอะไรหนักที่ช่วงล่าง อย่างเช่นการขึ้นลูกระนาดโดยลืมเบาเครื่องกันบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกปืนล้อหลังเกิดอาการพังก่อนกำหนดได้ ถ้าเกิดว่าลูกปืนล้อหลังแตกขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนกันอย่างเดียวเท่านั้น และจะช่วยถนอมการใช้งานของมันได้โดยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอย่างที่ว่ามา

5- ปัญหาสายคันเร่งขาด

อาการ – อันนี้เห็นได้ชัดเจนเลย ถ้าหากว่าสายคันเร่งขาดนั้นเวลาเราบิดคันเร่งแล้วมันจะไม่ขึ้น หรือเกิดอาการวืดนั่นเอง ทั้งที่เครื่องยนต์ยังติดอยู่เหมือนปกติทุกอย่าง นั่นแสดงว่าสายคันเร่งของรถคันเก่งเราขาดเสียแล้ว

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – ถ้าหากว่าจู่ๆ ขี่ๆ ไปแล้วคันเร่งเกิดขาดขึ้นมา ไม่ต้องตกใจแต่ต้องตั้งสติให้ดี อย่างแรกเลยก็คือให้พยายามลดความเร็วลงโดยการใช้เบรกช่วย (ในกรณีที่สายคันเร่งขาดขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็ว) และลดเกียร์จนเป็นเกียร์ว่างให้ได้ ซึ่งสาเหตุหลักๆ เลยก็จะมาจากสายคันเร่งของเรานั้นเสื่อมสภาพจนขาดนั่นเอง หรือไม่ก็มาจากการที่บางคนชอบทำคันเร่งค้างกันบ่อยๆ เพื่อให้รถมันวิ่งได้โดยเราไม่ต้องบิดคันเร่ง (อารมณ์ประมาณ cruise control กลายๆ) แต่เมื่อทำบ่อยๆ เข้าสายคันเร่งจะมีการดึงรั้งตัวเองแบบไม่ธรรมชาติ จนมันเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และขาดในที่สุดนั่นเอง ก็ต้องแก้ไขกันที่พฤติกรรมตรงนี้ด้วย

6- ปัญหาชิ้นส่วนรถขึ้นสนิม

อาการ -อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่พบเห็นกันได้ทั่วไปจริงๆ กับเจ้าสนิมที่ชอบมาเกาะตามชิ้นส่วนต่างๆ ของรถเรา ในส่วนที่เป็นโลหะต่างๆ โดยเฉพาะตามคอท่อ, ลูกสูบ, โซ่ หรือแม้กระทั่งในถังน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่สวยงามแล้ว มันยังจะค่อยๆ กัดกร่อนความทนทานของวัสดุไปเรื่อยๆ หนักเข้าจนถึงขั้นผุพังกันไปได้ งานนี้เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยพบเจอกันมาบ้าง

สาเหตุและแนวทางการแก้ไข – สาเหตุของการเกิดสนิมนั้นเพราะว่าโลหะที่เป็นชิ้นส่วนของรถเรานั้น ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศและน้ำ จนเกิดสารที่เรียกว่าออกไซด์ จนเกาะตามโลหะจนเป็นสนิม ซึ่งสรุปง่ายๆ ว่าสนิมจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบทั้งออกซิเจนและน้ำ (หรือว่าความชื้น) ไม่สามารถขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ ดังนั้นแล้วสาเหตุหลักๆ เลยที่เกิดกับรถมอเตอร์ไซค์ของเราก็คือการที่ขี่รถลุยฝนเป็นเวลานานๆ แล้วไม่ได้เช็ดรถให้แห้ง และปล่อยทิ้ไว้ให้น้ำนั้นเกาะหรือขังตามจุดอับต่างๆ จนไม่สามารถระบายน้ำออกมาได้ หรือแม้กระทั่งการล้างรถแล้วไม่เช็ดน้ำให้แห้งสนิท โดยเฉพาะการล้างรถในเวลากลางคืน ที่ไม่มีแสงแดดช่วย  ทำให้น้ำแห้งช้า และไม่เช็ดออกในทันที จนทำให้เกิดสนิมในที่สุด สำหรับการแก้ไขนั้นหากว่าสนิมยังเกาะไม่มากจนเกินไปนัก ก็สามารถใช้น้ำมันดีเซลหรือว่าน้ำมันชักแห้งมาทำความสะอาด โดยใช้แปรงขัดออกได้ หรือไม่ก็ใช้ Sonax ฉีดพ่นจุดที่เกิดสนิมทิ้งไว้ แล้วก็ล้างขัดออกหลังจากนั้นก็จะช่วยได้เยอะทีเดียว แต่ทางที่ดีเราควรป้องกันการเกิดสนิมตั้งแต่แรกด้วยตัวเราเองจะดีที่สุด พยายามอย่าปล่อยให้น้ำขังหรือเกาะในชิ้นส่วนที่เป็นโลหะในรถเราเป็นเวลานานมากเกินไป

ทั้ง 6 กรณีนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่มักจะพบได้ทั่วไปของรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งความจริงแล้วยังมีอีกหลายๆ ข้อแตกย่อยกันไปตามรายละเอียดของรถแต่ละชนิดอีกต่างหาก ซึ่งหากว่ามีโอกาสเราก็จะนำเสนอกันในโอกาสต่อไป แต่สรุปในภาพรวมได้ว่าหากเราใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ของเราให้ถูกวิธี ก็จะช่วยในการรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่กับเราได้จนครบตามอายุการใช้งานจริงๆ ของมัน แต่หากว่ามันเกิดจากในกรณีอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มีปัญหาก็ให้รีบทำการแก้ไขกันโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ดังนั้นแล้วอย่าชะล่าใจกับอาการแปลกๆ ต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากลเป็นอันขาด ด้วยความหวังดีจากทางทีมงาน GreatBiker

ขอบคุณภาพประกอบจาก freewayinsurance.com istockphoto.com bikebandit.com roadrunner.travel motorcycle-central.com forum.cog-online.org gaadi.com