มาใส่ใจความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอายุยางรถของคุณกันสักหน่อย

b-6

ทุกวันนี้ยางรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ ถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโลกกับพื้นถนนของเราเอาไว้  ซึ่งต้องมีภาระในการแบกรับน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์รวมไปถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารต่างๆ นานา  รวมๆ แล้วก็มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 50 เท่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินว่า  แล้วเมื่อไรที่เราควรจะเปลี่ยนยางรถยนต์  จะทุก 2 ปี หรือระยะทาง 50,000 กิโลเมตรก็ตามแต่ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นแค่เพียงการแนะนำในเบื้องต้น เหมือนค่อยเตือนสติให้เรานั้น ต้องเปลี่ยนยางในระยะเวลาหรือระยะทางเท่าไร  และอย่างไรก็ตาม บางคนคิดว่าเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองเกินความจำเป็น  บางคนก็มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เปลี่ยนยางทิ้งไปก่อนระยะทางหรืออายุการใช้งานของมัน  การที่เราใช้อายุ หรือระยะทางของยางที่จะมาบอกว่ายางนั้นเสื่อมสภาพหรือไม่อย่างไร ถือว่า เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องฝากชีวิตไว้บนยานพาหนะที่จะพาเราไปได้ทุกที่บนยางรถยนต์

สาเหตุของการที่ยางเสื่อมสภาพมาจากปัจจัยใดบ้าง ?
สาเหตุที่ทำให้ยางรถของท่านเสื่อมสภาพ มาจากได้หลายปัจจัยประกอบกัน  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบรรทุกเกินน้ำหนัก  การขับขี่ด้วยความเร็ว ตามสภาพพื้นถนนที่ใช้ในการวิ่ง  สภาพอากาศ  ความดันของลมยาง และอื่นๆ ฯลฯ

สภาพดอกยางนั้นเราสามารถใช้งานได้จนถึงกระทั่งดอกยางสึกหรอให้เหลือความสึกหรอต่ำสุดอยู่ที่ 1.6 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ที่จุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางของยางแต่ด้าน  เมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง  จะพบร่องดอกยาง สันนูนที่ร่องยาง เราเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไรก็ตามที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยางแล้วละก็ นั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ยางเส้นที่คุณใช้อยู่นั้นกำลังจะหมดอายุการใช้งานนั่นเอง

ลักษณะของยาง ถึงแม้ว่ายางจะไม่หมดอายุการใช้งานก็ตามแต่ แต่อาจจะเกิดจากอาการอื่นๆ เช่น ที่หน้ายาง หรือไหล่ยาง ก็จะควรที่เปลี่ยนยางเส้นใหม่ทันที เพราะถ้าหากคุณยังฝืนที่จะใช้ยางเส้นนี้อยู่แล้วละก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งที่เราไม่ทันจะคาดคิดขึ้นได้นั่นเอง

b-1

อันดับต่อมา คือบาดแผลบนยาง ถ้าเกิดมีลักษณะของบาดแผลเกิดขึ้นบนยาง  ไม่ว่าจะมีความลึกไปถึงโครงสร้างภายในของยางเส้นนั้นหรือไม่อย่างไร จะมีความกว้างของบาดแผลมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง  ห้ามทำการปะซ่อมหรือนำมาใช้งานโดยเด็กขาด เพราะอาจจะเกิดการระเบิดของตัวยางได้หากนำมาใช้งานในระยะเวลาหนึ่ง ควรจะทำการเปลี่ยนยางเส้นใหม่ในทันที

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของสภาพของเนื้อยาง ที่อาจจะแข็งกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น คุณสามารถทำการทดสอบได้ง่ายๆ โดยการใช้เล็บของคุณนั่นแหละ จิกลงบนเนื้อยาง  ถ้าหากหน้ายางเก่าและใกล้ที่จะหมดสภาพแล้ว มันจะมีอาการที่แทบจะจิกไม่ลงกันเลยทีเดียว

b-2

การดูแลบำรุงรักษายางรถในระหว่างการใช้งาน
การบำรุงรักษายางนั้น ควรจะดูในเรื่องของ  แรงดันลมยาง  คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ยางมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์  รถมอเตอร์ไซค์หรือรถบรรทุกก็ตามแต่ ควรที่จะเลือกเติมลมยางให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ควรที่จะเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยาง ในช่วงการใช้งาน 3,000 กิโลเมตรแรก ถ้าหากเป็นรถมอเตอร์ไซค์ก็ควรจะตรวจเช็คลมยางทุกๆ 500 กิโลเมตรหรืออาจจะขึ้นอยู่กับสภาพของการนำไปใช้งานในแต่ละครั้ง (ในการตรวจแต่ละครั้งควรจะเช็คในตอนที่ยางเย็น) เพื่อให้รักษาความแข็งแรงและประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ของยาง

และเมื่อยางมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเนื่องจากการใช้งาน จะมีผลทำให้ความดันลมยางมีสูงขึ้นกว่าปกติและจะค่อยๆ ลดลงกลับสู่ภาวะปกติเมื่อเราหยุดการใช้งาน ดังนั้น ไม่ควรที่จะปล่อยลมยางออกขณะที่ยางยังร้อนอยู่  สำหรับการใช้งานในระยะทางไกลๆ หรือที่ผ่านการขับขี่มาด้วยความเร็วสูงๆ อยู่เป็นประจำ  ควรจะเพิ่มความดันลมยางอีกประมาณ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้ว เพื่อช่วยให้โครงสร้างของยางนั้นมีความแข็งแรงบิดตัวน้อยลง เพิ่มการทรงตัวขณะการขับขี่ได้เป็นอย่างดี  เมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ก็ควรที่จะเปลี่ยนวาล์วเติมลมด้วยทุกครั้งนั่นเอง

ในเรื่องของการบรรทุกน้ำหนัก  ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและมีผลเป็นอย่างมากต่ออายุของยางทุกประเภท เราเองจะต้องควบคุมในเรื่องของการบรรทุกน้ำหนัก ให้มีความสัมพันธ์กับความดันของลมยาง  แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรที่จะเติมความดันลมให้สูงเกินไป เพราะอาจจะทำให้มีผลกระทบต่อความนุ่มนวลในขณะขับขี่และทำให้การขับขี่ควบคุมได้ยากขึ้นนั่นเอง

b-3

ส่วนในเรื่องของการใช้ความเร็ว สำหรับกรณียางใหม่ ให้เราควบคุมความเร็ว ไม่ควรจะเกิด 60 กิโลเมตร /ชั่วโมง เป็นระยะอย่างน้อย 200 กิโลเมตร ก็เพื่อที่จะให้ยางนั้นปรับตัวและเตรียมความพร้อมของยางก่อนการใช้งานในสภาวะการใช้งานทั่วไป อย่างไรก็ตามแต่ควรจะขับรถด้วยความเร็วที่ไม่เกินตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ และที่สำคัญอย่าใช้ความเร็วสูงบนสภาพถนนที่ขรุขระ เพราะอาจจะทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ง่ายและไม่ปลอดภัย

การปะยางหรือซ่อมแซมยาง  แน่นอนว่าถึงแม้เราจะใช้รถ ใช้ยางแบบระมัดระวังแค่ไหนก็ตามแต่ แต่ในบางครั้งนั้นการถูกสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์บาดตัวยาง ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาง ดังนั้นจึงควาจะมีหลักในการพิจารณาถึงการป่ะซ่อมยางดังต่อไปนี้

ถ้าหากเป็นบาดแผลหรือบริเวณหน้ายาง ที่เป็นรูตะปู สามารถที่จะซ่อมได้ไม่เกิด 2 แผล ต่อยาง 1 เส้น และระยะห่างของบาดแผลไม่ควรจะมากกว่า  40 เซนติเมตรของเส้นผ่าศูนย์กลางบางแผลก็ไม่ควรจะเกิน 6 มม. บาดแผลบริเวณไหล่ยาง หรือแก้มยาง หรือขอบยาง ไม่แนะนำให้ทำการปะหรือซ่อมแต่อย่างใด เพราะเนื่องจากความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการยึดเหนี่ยวของวัสดุที่เราจะทำการปะซ่อมนั่นเอง

b-5

ในเรื่องของการตั้งศูนย์ของล้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตามแต่ เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ  เพราะสภาพศูนย์ล้อที่ถูกต้อง จะต้องทำให้ยางมีการสึกหรอที่เรียบสม่ำเสมอกัน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและยังทำให้ขับขี่ได้อย่างสบาย สะดวกปลอดภัย  ให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนได้ดีที่สุด เราควรจะทำการเช็คศูนย์ล้อของรถเราทุกๆ 6 เดือน หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนผ้าเบรกนั่นเอง

การทำความสะอาดยาง  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดีไม่น้อย  เนื่องจากการขับขี่ตัวยางจะต้องเจอสิ่งสกปรกเหล่านั้น เช่นสารเคมีที่จะไปมีผลลกระทบต่อคุณสมบัติการปกป้องเนื้อยางในระยะยาง ดังนั้นการทำความสะอาดบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ปกป้องสภาพยางให้สมบรูณ์ยาวนาน ได้ดี สำหรับอุปกณ์ในการทำความสะอาดในเบื้องต้น ก็เช่น น้ำสะอาด น้ำยาล้างรถ หรือผงทำความสะอาดทั่วไป  หลังจากนั้นอาจจะเคลือบด้วยสารซิลิโคนในการช่วยปกป้องและเพิ่มความงามให้กับผิวยางรถของท่าน

b-4

ไม่ว่าจะเป็นยางรถประเภทไหน ๆ ก็ตามแต่ หากเราใส่ใจและดูแลมัน ย่อมมีแต่ผลดี ทั้งตัวยาง การขับขี่ รวมไปถึงสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ร่วมกับยาง ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจจะทำให้สิ้นเปลืองนั่นก็ลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : manager.co.th, thaifastbike.com, yamaha-motor.co.th, s2space.com