รายละเอียดเพิ่มเติมของ 2018 Honda GL1800 Goldwing

115828_2018_GL1800_Goldwing_Tour

ไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธความยอดเยี่ยมของ Honda Goldwing โมเดลมอเตอร์ไซค์สายแกรนด์ทัวร์ริ่งที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนานของค่าย Honda ซึ่งมาในครั้งนี้เป็นการออกแบบโครงสร้างที่เรียกได้ว่ามีความสดใหม่ในตัวอยู่พอสมควร ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความแตกต่างจากโมเดลเดิมอย่างสิ้นเชิง

Honda GL1800 หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อของ Goldwing นั้นเริ่มต้นสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2001 โดยได้ยึดถือเอาแนวทางของรถมอเตอร์ไซค์ในสไตล์แกรนด์ทัวร์ริ่ง ที่เน้นการใช้งานในการเดินทางไกลเป็นหลัก ซึ่งเจ้า Goldwing ก็ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของสมรรถนะที่สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกได้ว่าหรูหราทัดเทียมกับมอเตอร์ไซค์รูปแบบเดียวกันจากฝั่งอเมริกาได้อย่างไม่อายใคร

โดยการเปลี่ยนแปลงโมเดลครั้งใหญ่นี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหัวจรดท้ายหรือ All New ซึ่งถือว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เจ้า Goldwing มีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม น้ำหนักเบากว่าเดิม แต่สมรรถนะการขับขี่ยังคงอัดแน่นครบถ้วน และเหลือกว่าเดิม ด้วยขนาดเครื่องยนต์ 1833 ซีซี แบบ Flat-Six หกลูกสูบ 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ มาพร้อมกับระบบ Massive Box ที่จะควบคุมระบบปล่อยไอเสียที่จะช่วยลดมลพิษในอากาศ ด้วยการทำให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้อย่างหมดจดกว่าเครื่องยนต์ตัวเดิม ซึ่งผลพลอยได้ของมันก็คืออัตราเร่งที่ต่อเนื่องและคงที่กว่าโมเดลก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด มีให้เลือกทั้งระบบเกียร์แบบธรรมดา 6 สปีด และแบบ 7 สปีด DCT หรือระบบ Dual Clutch transmission พร้อมด้วยเกียร์ถอยหลัง พร้อมระบบเกียร์ถอยหลังที่ให้ความสะดวกสบายกว่าเดิม

ย้อนกลับมาที่เรื่องของเครื่องยนต์กันอีกครั้ง ด้วยระบบ Massive Box ที่กล่าวไปในข้างต้นนั้นทำให้เจ้า Goldwing คันนี้มีแรงม้าสูงสุดที่ 126 Hp สูงขึ้นจากเดิมที่มีแรงม้าสูงสุดที่ 118 Hp และแรงบิดสูงสุดก็เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ได้แรงบิดสูงสุด 166.7 นิวตันเมตรเปลี่ยนเป็น  169.4 นิวตันเมตร

โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ Aluminum Beam Frame ที่ให้น้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิม ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Double Wishbone ที่เราเคยเห็นใน BMW K1300 จากประเทศเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ไม่เคยใช้ในตระกูล Goldwing มาก่อน โดยระบบกันสะเทือนหลังนั้นยังใช้แบบ Single Side – Swingarm เดิมเช่นที่เคยเป็นมา

การอัพเดตอีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือระบบคันเร่งไฟฟ้าหรือ Ride-By-Wire ที่มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ถึง 4 โหมดให้ได้เลือกใช้งาน  ประกอบไปด้วยโหมด Tour, Sport, Eccon และ Rain ซึ่งจะปรับเปลี่ยนระดับการยุบตัวคืนตัวของโช้คอัพหน้าหลัง และการทำงานของระบบเบรกให้สอดคล้องกับโหมดที่เลือกใช้ในการขับขี่

มาต่อกันที่เรื่องของน้ำหนักตัวที่ลดลง สืบเนื่องมาจากโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ที่ให้น้ำหนักเบากว่าเดิมนั้น ทำให้เจ้า Goldwing สำหรับปี 2018 นั้นมีน้ำหนักอยู่ที่ 365 กิโลกรัมในรุ่นปกติ หรือที่เราคุ้นเคยกันภายใต้รหัส F6C และน้ำหนัก 379 กิโลกรัมในรุ่น Tour หรือเมื่อเทียบกับโมเดลปี 2017 นั้นจะเทียบเท่ากับ F6B และน้ำหนัก 383 กิโลกรัมในรุ่น DCT ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักกับตัวท๊อปของโมเดล 2014 ในรุ่น GL1800F นั้นมีน้ำหนักตัวถึง 419 กิโลกรัม ซึ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ว่าการขับขี่ในเมืองนั้นจะทำได้คล่องตัวมากกว่าเดิมอยู่พอสมควรเมื่อเทียบจากน้ำหนักตัวของมัน

ถือว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์แกรนด์ทัวร์ริ่งอย่างเจ้า Honda Goldwing อย่างชัดเจนด้วยขุมกำลังที่เหนือกว่าเดิม น้ำหนักตัวที่เบากว่าเดิม แต่กลับได้สมรรถนะที่สูงขึ้น ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่มีกลุ่มอายุที่ไม่มากนัก ด้วยรูปแบบการดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิมหลายช่วงตัวเลยทีเดียว สิ่งที่ต้องรอดูกันต่อไปนั้นก็คือการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งต้องดูว่า A.P. Honda นั้นจะเลือกเวลาไหนในการเปิดตัวระหว่าง Motor Expo ปลายปีนี้ หรือ Motor Show ต้นปีหน้า แต่ไม่น่าพลาดที่จะมาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.visordown.com