รีวิวทดสอบขับขี่จริง New Ducati SuperSport รถสปอร์ตจากค่ายดัง ที่มีความ User Friendly สูง

เปิดตัวกันไปก่อนหน้านี้ไม่นานในสยามประเทศกับรถสปอร์ตแฟร์ริ่งซีรี่ย์ล่าสุดจากทางค่ายดังจากแดนมะกะโรนีอย่าง Ducati กับ New SuperSport ซึ่งมาด้วยกัน 2 รุ่นก็คือรุ่นสแตนดาร์ดและรุ่น top อย่าง SuperSport S คันที่ทาง GreatBiker นำมารีวิวกันในวันนี้ โดยเราจะพาเพื่อนๆ ไปพบกับรายละเอียดในเชิงลึกของตัวรถ และการทดสอบขับขี่จริงจากมุมมองของผู้ใช้งานจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นนักแข่งรถแต่อย่างใด

Ducati SuperSport คืออะไร

ปกติแล้วเหล่าไบค์เกอร์ทั้งหลายอาจจะคุ้นเคยกับรถสปอร์ตจากทาง Ducati อย่างตระกูล Panigale กันมากกว่า เพราะว่าสร้างชื่อเสียงและโลดแล่นอยู่ในวงการมอเตอรไซค์บิ๊กไบต์มานานหลายปี แต่ทีนี้การถือกำเนิดของเจ้า SuperSport คันนี้ก็ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับตระกูลสปอร์ตสายพันธ์ใหม่นี้ ที่คอนเซ็ปท์ตั้งแต่ตอนที่เริ่มออกแบบและผลิตนั้น ใช้แนวความคิดที่จะให้มันเป็นรถที่เป็นมิตรกับผู้ขับขี่มากขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆ ในแนวสปอร์ตจากทางค่าย และเน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน บนท้องถนนปกติ หรือออกทริปท่องเที่ยว มากกว่าที่จะพยายามให้มันมีความเป็นรถแข่งแบบเรพลิก้าเต็มร้อย ซึ่งเจ้า SuperSport คันนี้จะเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าเป็นรถที่ขี่ง่าย เหมาะสำหรับใช้งานได้ทุกวัน ตามคอนเซ็ปต์ ‘ปลุกสัญชาตญาณแห่งความสปอร์ตเร้าใจได้ทุกวัน’

มารู้จักกันกับสเปคของตัวรถกันก่อน

สำหรับตัวรถเองนั้นจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 937cc แบบสูบ L-Twin อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับรถโปรดักส์ชั่นของทางค่าย ที่ให้แรงม้ามาอยู่ที่ 113 hp และ ทอร์ค 96.7 Nm ที่ 6,500 รอบต่อนาที และมีอัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.6 ต่อ 1 ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบหัวกลับ Upside Down โดดเด่นด้วยสวิงอาร์มด้านหลังแบบ Single Sided Swingarm (อาร์มเดี่ยว) ท่อคู่แบบออกข้าง ในส่วนของระบบเบรกนั้นเป็นระบบ ABS ของ Bosch 9MP ปั้มเบรกเป็นของ Brembo และมีระบบ Ducati’s traction control หรือ DCT (ป้องกันล้อหมุนฟรี) ทำงานร่วมกับสมองกลติดรถมาให้ด้วย ซึ่งสามารถปรับระดับการทำงานของ DCT ตรงนี้ได้มากถึง 8 ระดับตามใจชอบด้วยกัน ในขณะที่เฟรมนั้นเป็นแบบถัก และระบบไฟ LED แบบรอบคัน ตัวรถโดยรวมนั้นมาพร้อมกับน้ำหนักตัวขนาด 183 กก. (Dry Weight)

ส่วนในรุ่น top อย่าง SuperSport S นั้น จะมีอุปกรณ์พิเศษติดตั้งเพิ่มเข้ามาอย่างระบบกันสะเทือนด้านหน้าและหลังใช้โช้คของ Ohlins  อีกทั้งยังมีระบบ  Ducati’s quick shift up/down ที่ช่วยในการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องกำคลัทช์ทั้งการเพิ่มและลดเกียร์ รวมไปถึงมีครอบเบาะท้ายมาให้ด้วย

โหมดในการขับขี่ของ Ducati SuperSport

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของรถบิ๊กไบค์รุ่นนี้ นั่นก็คือในเรื่องของคันเร่งไฟฟ้า ride-by-wire ซึ่งแน่นอนว่ามันจะมาพร้อมกับโหมดในการขับขี่ที่มีให้เลือกอยู่ 3 โหมดด้วยกันตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไปคือ


1. โหมด Sport (สปอร์ต) – แรงม้าปล่อยมาเต็มที่ 113 hp,  ตั้งการทำงาน traction control ไว้ที่ระดับ 3 ซึ่งโหมดนี่ก็เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการปล่อยพละกำลังของตัวรถให้ออกมาเต็มที่ และลดทอนความไวต่อการทำงานของระบบเซฟตี้บางอย่าง เพื่อให้การขับขี่นั้นสนุกเร้าใจมากที่สุด
2. โหมด Touring (ออกทริป) – แรงม้า 113 hp, ปรับ throttle action (ลิ้นปีกผีเสื้อ) ให้นุ่มนวลขึ้น, ตั้งการทำงาน traction control ไว้ที่ระดับ 4 โดยโหมดนี้ก็ตามชื่อเลยคือสำหรับการวิ่งออกทริปยืนระยะความเร็วกันยาวๆ ตั้งค่าต่างๆ ให้ออกมาแบบสมดุลย์มากที่สุด
3. โหมด Urban (ใช้งานในเมือง) – แรงม้าลดลงมาเหลือ 75 hp, ปรับ throttle action (ลิ้นปีกผีเสื้อ) ให้ทำงานอย่างนุ่มนวลต่อเนื่องกันมากที่สุด, ตั้งการทำงาน traction control ไว้ที่ระดับ 6 เหมาะสมกับการวิ่งกันในเมืองเป็นหลัก และทำให้เกิดระบบความปลอดภัยของตัวรถแบบสูงสุด

สัมผัสแรกของ Ducati SuperSport S

อย่างที่เกริ่นกันไปว่ารุ่นที่เราได้รับมาทดสอบนั้นเป็นรุ่น top อย่าง SuperSport S ซึ่งจะใช้ระบบกันสะเทือนทั้งด้านหน้าและหลังเป็นของ Ohlins และมีระบบควิกชิฟเตอร์มาให้ ซึ่งเราจะยึดถือการรีวิวโดยมีทั้งสองอุปกรณ์นี้เป็นหลัก มิติของตัวรถถือว่าไม่ได้สูงใหญ่มากนัก หากจะเทียบกับรถสปอร์ตแฟร์ริ่งในคลาสกลางก็ถือว่าใกล้เคียง ดังนั้นแล้วส่วนสูงมาตรฐานชายไทยตั้งแต่ 165 ขึ้นไปก็ถือว่าขี่ได้สบายๆ แม้ว่าอาจจะลงได้ไม่เต็มเท้า น้ำหนักของตัวรถนั้นถือว่ากำลังดี ไม่หนักหรือเบาแต่อย่างใด ส่วนของท่านั่งในการขับขี่นั้นตำแหน่งของการวางมือกับแฮนด์รถ บอกเลยว่าไม่ก้มมากนักแต่อย่างใด ต่างจากแนวรถแข่งในสนามอย่างสปอร์ตเรพลิก้าแบบชัดเจน ซึ่งก็ตอบโจทย์ชัดเจนกับแนวทางของรถที่เน้นการขับขี่ในไลฟ์สไตล์จริงๆ เพราะเวลาที่เราขับขี่ติดต่อกันเป็นเวลานานนั้นจะไม่เมื่อยแขนมากกับตำแหน่งของแฮนด์ในลักษณะนี้

อัตราเร่งและความเร็วของตัวรถ

สำหรับในเรื่องของการออกตัวครั้งแรกนั้น เปิดคันเร่งมาถือว่าอะดรีนาลีนพุ่งเลยทีเดียว เพียงแค่ในเกียร์หนึ่งนั้นก็ทำให้เราสัมผัมกับความแรงของตัวรถได้เป็นอย่างดี ด้วยขนาดเครื่องยนต์เกือบๆ 1 ลิตรอย่างนี้ ดังนั้นแล้วจังหวะออกตัว จะเร่ง จะแซง นั้นทำได้อย่างหายห่วง รอบจัดจ้านเอามากๆ แต่ละเกียร์ลากกันได้ยาวๆ โดยไม่แสดงอาการตื้อให้เห็นแต่อย่างใด แต่อย่างที่เกริ่นไปว่ารถคันนี้นั้นทางดูคาติเองตั้งใจจะจัดให้มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ดังนั้นแล้วมันจึงจะเน้นในการควบคุมคันเร่งที่ง่ายในช่วงความเร็วต้นถึงกลางค่อนไปทางเกือบๆ ปลาย ที่แม้ว่าแรงบิดจะจัดจ้าน แต่การควบคุมนั้นยังถือว่าเชื่องมืออยู่มาก ยิ่งหากฝึกให้ชินกับการเปิดคันเร่ง ก็บอกได้เลยว่าสั่งได้ดั่งใจแน่นอน ว่าจะเอาแบบชิลๆ หรือแบบบิดหาย

สำหรับรุ่น SuperSport S ที่มีระบบควิกชิฟเตอร์ติดมาให้ด้วยนั้น สามารถใช้ได้ทั้งจังหวะเพิ่มและลดเกียร์ ตรงนี้หากว่ารอบและความเร็วไม่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนเกียร์ก็ถือว่าจะมีอาการกระตุกให้เห็นกันบ้างในการใช้งานควิกชิฟเตอร์ แต่หากว่าเปลี่ยนเกียร์ในความเร็วและรอบที่เหมาะสมแล้ว การเปลี่ยนเกียร์โดยควิกชิฟเตอร์นั้น มันแทบจะไม่แตกต่างกับการใช้คลัทช์เลยทีเดียว ส่วนการยืนพื้นในความเร็วสูงนั้น ตัวรถทำหน้าที่แหวกลมได้เป็นอย่างดีจากการออกแบบรูปร่างของตัวรถ

การเข้าโค้ง, ระบบช่วงล่าง และระบบเบรก

ด้วยรูปทรงของตัวรถที่มาในแนวสปอร์ตนั้น การนั่งในโค้งถือว่าทำได้ง่ายมากๆ แม้ว่ากับผู้ขับขี่ที่ไม่ได้เป็นนักแข่ง ก็สามารถนั่งในท่าหนีบถึงแล้วเข้าโค้งได้อย่างสบายๆ ประกอบกับระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับนั้น ที่จะช่วยซับแรงสะเทือนในจังหวะที่รถเอียงตอนเข้าโค้งได้ดีกว่าแบบปกติ ทั้งหมดนี้ทำให้รถคันนี้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการซับแรงของโช้คอัพหน้าและหลังนั้น ด้วยยี่ห้อของ Ohlins ที่รับประกันคุณภาพอยู่แล้ว ทำให้เราวิ่งได้ในสภาพถนนปกติ ที่อาจจะมีคลื่นหรือหลุมบ่อบ้างในบางจังหวะผ่านไปได้อย่างสบาย หรือเรียกว่าสามารถรูดไปได้อย่างต่อเนื่องเลย การเซ็ทช่วงล่างมานั้นให้อารมณ์ในแนวหนึบ ไม่ย้วย ค่อนไปทางกระด้างนิดๆ ตามแนวสปอร์ต แต่ไม่แข็งมากนักจนทำให้สะท้าน สามารถวิ่งต่อเนื่องไกลๆ ได้อย่างสบาย

และระบบเบรก ABS ซึ่งทำงานร่วมกับชุด Safety Pack ของทาง Ducati เองนั้นก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับโหมด Urban ที่เปิดการทำงานความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ทำให้ ABS และ Traction Control นั้นตอบสนองได้ไวมากๆ ส่วนโหมดอื่นๆ นั้นระดับของการทำงานตรงนี้ก็ลดหลั่นกันไป แต่มันถูกเซ็ทค่ามาให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

ความเห็นโดยสรุปจากทาง GreatBiker

ใครที่ยังไม่เคยสัมผัสรถสปอร์ตแฟร์ริ่งจากทางค่าย Ducati มาก่อน ก็จะต้องบอกเลยว่ามันเหมาะสมเอามากๆ สำหรับการที่จะมาเริ่มต้นกับ SuperSport คันนี้ เพราะมันมีความเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่สูง ทั้งในเรื่องคาแรกเตอร์ของตัวรถและราคาในรุ่นสแตนดาร์ดด้วย ที่เซ็ทมาได้น่าสนใจมากๆ ที่ 559,000 บาท และ 699,000 บาทสำหรับรุ่น S ตรงนี้ก็สามารถเลือกได้ตามความต้องการ อย่างเช่นถ้าอยากเอาไปแต่งเองเพิ่มเติมในแนวทางของเรานั้น รุ่นสแตนดาร์ดก็ถือว่าตอบโจทย์ แต่ถ้าอยากจบๆ กับอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานเลยก็ไปรุ่น S ได้ (โดยในรุ่น S นั้นมีจะมีสีพิเศษก็คือสีขาว ซึ่งจะแพงกว่าสีแดงไป 10,000 บาท)

และต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าแม้ตัวรถคันนี้มันจะเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะบิดไม่สนุกนะ กลับกันด้วยการที่เราควบคุมความเร็วรถได้ง่ายขึ้น ย่อมทำให้มันขี่สนุกและสั่งความเร็วได้ตามใจชอบมากขึ้น หรือใครอยากปลดปล่อยให้เต็มประสิทธิภาพ ก็ไปโหมด Sport ได้เลย ดังนั้นแล้วมันจึงเป็นรถที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานจริงแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการขี่ไปทำงานในวันธรรมดา หรือจะเอาไปออกทริปท่องเที่ยวในวันหยุด และบางอารมณ์ที่อยากเอาไปหวดในสนามแข่ง มันก็สามารถทำได้อย่างไม่เคอะเขินแต่อย่างใด แม้ว่ามันอาจจะไม่สุดแบบพวกรถสปอร์ตเรพลิก้าเต็มตัวในกรณีนี้ แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของมันแล้ว ประกอบกับแบรนด์ยุโรป ก็จะต้องบอกว่ามันเป็นรถที่ “คุ้มค่า” ที่สุดคันหนึ่งในบรรดารถยุโรปแห่งปีนี้เลยก็ว่าได้

ขอขอบคุณทางดูคาติไทยแลนด์สำหรับรถที่ใช้ในการทดสอบ