รีวิวแบบไม่มีกั๊ก All New Yamaha YZF-R15 2017 กับการทดสอบขับขี่จริงในสนาม

tt

หากจะพูดถึงรถสปอร์ตแฟร์ริ่งในระดับเอนทรี่คลาส 150cc ที่ร้อนแรงที่สุดในบ้านเราขณะนี้ แน่นอนว่าย่อมที่จะหนีไม่พ้นเจ้า All New Yamaha YZF-R15 ซึ่งเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนกำลังจับตามองอยู่ แม้ว่าจะมีโอกาสได้ทดลองมันหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นแล้ววันนี้ทางทีมงาน GreatBiker จะอาสาทำการทดสอบกับแบบลึกๆ ในทุกด้าน แล้วมาเล่าสู่กันฟังในทุกแง่มุมทั้งข้อดีข้อเสียแบบไม่มีกั๊ก เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับเพื่อนๆ ที่เล็งเจ้ารถคันนี้ไว้อยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสอยดีหรือไม่

มารู้จักกันกับ All New Yamaha YZF-R15 แบบละเอียด

หากจะเทียบกับตัวเลือกในท้องตลาดบ้านเราตอนนี้แล้ว เรียกได้ว่ายังไม่มีคู่แข่งแบบชัดเจนมากนัก จะมีที่โดดเด่นมาใกล้เคียงกันเลยก็หนีไม่พ้นเจ้า Suzuki GSX-R150 ที่แนวทางและจำนวนความจุของเครื่องยนต์นั้นใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องของออพชั่นต่างๆ จะมีจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมไปถึงเรื่องราคาด้วยที่ทางเจ้า R15 คันนี้จะสูงกว่าประมาณหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรามารู้จักกับสเปคอย่างเป็นทางการของ R15 2017 กันก่อน ที่นอกเหนือไปจากเครื่องยนต์ขนาด 155 cc  1 ลูกสูบแบบไดอะซิล 4 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด  14,17 hp @ 8.900 rpm แรงบิดสูงสุด  12,76 Nm @ 7.000 rpm จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนของเหล่าไบค์เกอร์ทั้งหลาย ให้สนใจเจ้า R15 คันใหม่นี้นั่นก็คือ VVA “Variable Valve Actuation” หรือระบบวาล์วแปรผัน  ซึ่งระบบนี้ จะช่วยทำให้รถมีแรงบิดและกำลังของเครื่องยนต์มีสมรรถนะดี ทั้งช่วงความเร็วรอบต่ำ กลางและสูง เพราะโดยปกติแล้วรถมอเตอร์ไซค์ทั่วๆ ไปย่อมมีข้อจำกัดหรือข้อด้อยอยู่ในตัวเช่นกัน เช่นเครื่องยนต์บางตัวมีสมรรถนะที่ดีในช่วงความเร็วรอบต่ำ แต่จะมีสมรรถนะน้อยลงเมื่อความเร็วรอบสูง หรือเครื่องยนต์ บางตัวมีสมรรถนะที่ดีในความเร็วรอบสูงแต่จะมีสมรรถนะไม่ดีในความเร็วรอบต่ำ แต่ระบบวาล์วแปรผันนี้ (VVA )จะทำได้ดี ทั้งรอบต่ำ, รอบกลางและรอบสูงนั่นเอง

นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์ที่โดดเด่นอย่าง Assist & Slipper Clutch (ตัวป้องกันท้ายปัดขณะเปลี่ยนเกียร์แบบแรงๆ ), ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Upside Down ซึ่งหากมองภาพรวมของโมเดลนี้แล้ว ก็ถือว่ามีความแตกต่างจากโฉมก่อนหน้านี้แบบเยอะเลยทีเดียว ที่สำคัญไม่ใช่แค่เรื่องของการออกแบบภายนอกเท่านั้น มันยังรวมไปถึงเรื่องของการออกแบบแฟร์ริ่งที่เน้นการทำแอร์โร่ไดนามิกมากเป็นพิเศษ เพื่อให้เราทำการแหวกลมยามที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการเลือกใช้เฟรมเดลต้าบ๊อกซ์ ที่มีความแข็งแรงทนทาน, สวิงอาร์มอลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมกับการบาลานซ์น้ำหนักรถทั้งด้านหน้าและหลังที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ทำให้ตัวรถนั้นมีความคล่องตัวสูงมากๆ ยามใช้งานจริง

อัตราเร่ง, ความเร็วปลายของตัวรถ และการทำงานของ VVA

ขอหยิบยกเอาประเด็นนี้มาพูดก่อนเลย เพราะเชื่อว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจรถในแนวนี้จะต้องอยากรู้ก็คือเรื่องความเร็ว จากการที่เราทดสอบนั้น อัตราเร่งในบ่านความเร็วต้นถึงกลาง ตัวรถทำได้อย่างยอดเยี่ยม ตามขนาด cc ของมัน ประกอบกับการออกแบบแฟร์ริ่งและชิลด์หน้าที่ส่วนตัวคิดว่าทำได้ดีกว่าโฉมเดิม ก็ส่งผลตรงนี้อย่างชัดเจน ส่วนการไต่ความเร็วตั้งแต่ 110 + ขึ้นไปจนถึงท็อปสปีดมีอาการตื้อบ้างเล็กน้อย แต่จะต้องบอกเลยว่ายังดีกว่ารถที่ไม่มี VVA แบบเห็นได้ชัด เพราะการทำงานของ VVA ที่ 7,400 รอบต่อนาทีขึ้นไปนั้น ช่วยกลบจุดอ่อนของรถสูบเดียวได้แบบมีนัยสำคัญ สรุปก็คือเจ้า R15 คันใหม่นี้นั้น สามารถไต่ความเร็วในย่านร้อยกว่าๆ ไปจนถึง Top Speed ที่ประมาณเกือบๆ 150 กม./ชม. (วัดจากหน้าไมล์รถ) ได้ทันใจกว่ารถในคลาสเดียวกันที่ไม่มี VVA นั่นเอง

ระบบช่วงล่างที่ให้ Upside Down มามันแตกต่างกับโช้คอัพแบบธรรมดาขนาดไหน

สำหรับประเด็นนี้จะต้องบอกว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ กับเจ้า Upside Down ด้านหน้าที่ R15 เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ไม่มี แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่ใส่มาเพื่อให้รถมันเท่ๆ แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรามาดูกันเลยว่าการทำงานจริงๆ ของมันจะเป็นอย่างไร เส้นทางที่เราทดสอบกันนั้นมีทั้งลูกระนาดแบบถี่ๆ ที่ลูกค่อนข้างสูงและทำความเร็วมากไม่ได้ จากจุดนี้เองเราก็โฟกัสกันไปที่ข้อมือทั้งสองข้างเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นจุดที่รับแรงสะเทือนจากเจ้า Upside Down โดยตรง ผลจากการวิ่งประมาณ 10 กว่ารอบพบว่า ความสั่นสะเทือนนั้นอาจจะไม่ถึงกับแตกต่างกับโช้คอัพแบบปกติมากมายแบบเห็นได้ชัด แต่ความมั่นใจในการคอนโทรลรถนั้นดูดีกว่าแบบชัดเจน ต่อมาอีกหนึ่งจุดเด่นที่ถือว่าจะเป็นประโยชน์จริงๆ ของเจ้า Upside Down ก็คือการวิ่งเข้าโค้งแบบหนักๆ ในลักษณะที่ต้องแบนตัวรถ และองศาแกนของโช้คนั้นเอียงตาม ซึ่งมันซับแรงได้ดีกว่าแบบปกติมากทีเดียว ถือว่าให้อารมณ์เรซซิ่งเอามากๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลให้การเข้าโค้งหนักๆ นั้นทำได้เนียนตา เพราะเราไม่ต้องคอยกังวลกับการยุบตัวคืนตัวในจังหวะนี้ เรียกได้ว่าขาซิ่งที่ชอบเล่นโค้งเป็นชีวิตจิตใจน่าจะติดใจเจ้าโช้คอัพตัวนี้

Assist & Slipper Clutch ทำงานได้ดีจริงหรือเปล่า และประเด็นเรื่องการเข้าโค้ง

ตรงจุดนี้ทางเราทดสอบด้วยการวิ่งมาด้วยความเร็วมากๆ แล้วตบเกียร์ลงแบบกระทันหันด้วยความรวดเร็ว เพื่อเรียกเอนจิ้นเบรกให้ทำงานทันที ก่อนตบเข้าโค้งแบบหักศอก ผลการทำงานของเจ้า Slipper Clutch นั้นตอบสนองได้ดี คือแม้ว่ามันจะยังมีอาการท้ายสับอยู่บ้าง ไม่ได้หายไป 100% แต่มันก็นุ่มนวลพอที่จะทำให้เราไม่เสียอาการหรือว่าการทรงตัวแต่อย่างใด เทืยบกับรถที่ไม่มีแล้ว ก็เชนจ์เกียร์เพื่อเข้าโค้งแบบกระทันหันได้มั่นใจกว่าเยอะ ส่วนเรื่องการเข้าโค้งทั้งโค้งแคบหรือว่าโค้งไฮสปีดนั้น ด้วยท่านั่งในโค้งและตำแหน่งการวางแฮนด์ถือว่าทำได้อย่างธรรมชาติมากๆ อยู่แล้ว จุดศูนย์ถ่วงรถอยู่ค่อนข้างต่ำ ทำให้พลิกโค้งได้ง่ายและยกรถได้ไว

แล้วตกลงกับราคาค่าตัวของมัน ถือว่าคุ้มค่าขนาดไหน?

ในประเด็นสุดท้ายที่เราจะมาว่ากันถึงก็คือตกลงว่าควรจะสอยมันมาใช้งานหรือไม่ อันนี้จะต้องบอกก่อนว่ามันเหมาะสมกับใครบ้าง เจ้า All New YZF-R15 คันนี้จะดีงามมากถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่ชอบขี่รถในสไตล์เรซซิ่ง (แม้ว่าจะไม่ถึงกับต้องเอาไปลงสนามก็ตาม) เพราะท่านั่งของตัวรถนั้น แม้ว่าจะปรับองศาแฮนด์รถให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่าโฉมก่อนหน้านี้ แต่แน่นอนว่ามันก็ยังมีความเมื่อยอยู่ดี หากว่าเอาไปวิ่งในการจราจรที่ติดขัดเป็นเวลานานๆ เมื่อเทียบกับรถในแนวเนกเกต แต่ถ้าฝึกให้คุ้นเคยกับท่านั่งที่ทั้งการขี่แบบปกติ, การหมอบ หรือการออกทริป จนชินแล้ว ก็จะหลงรักกับเจ้า R15 คันนี้ได้ไม่ยาก แต่ถ้ามองว่าพวกฟีเจอร์ต่างๆ ที่ติดรถมาให้อาจจะไม่ได้ใช้งานจริงๆ หรือไม่จำเป็นต่อสไตล์การขี่ของเรา ก็อาจจะต้องชั่งใจเรื่องราคานิดนึง แต่ถ้าถอดเอาพวกฟีเจอร์ต่างๆ ออกมาแยกชิ้นแล้วนับราคากันมันก็เกินค่าตัวไปแล้ว ส่วนจุดสังเกตที่ยังมีอยู่บ้างก็ในเรื่องของการออกแบบที่ฉีกแนวรถ R15 โฉมก่อนหน้านี้ไปเยอะมาก อาจรวมไปถึง R-Series รุ่นก่อนๆ หน้านี้ด้วย ทำให้แฟนพันธ์แท้ของตระกูลนี้อาจมองว่ามันแปลกไป หรือไม่ชินตาเลย จนอาจจะคิดว่าโฉมเดิมสวยกว่า อันนี้ก็ต้องแล้วแต่คนมองอีกที

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของทีมงาน GreatBiker มองว่าเจ้า All New Yamaha YZF-R15 นั้นเป็นรถสปอร์ตแฟร์ริ่งที่ตอบโจทย์ความครบครัน แบบประมาณว่าแค่รถเดิมๆ ของมันก็หล่อตามสไตล์ R-Series เจเนเรชั่นใหม่ และขี่สนุกมากๆ แล้ว โดยไม่ต้องไปแต่งเพิ่มอะไร แม้ว่าราคาของมันจะโดดออกมาจากรถแนวนี้คันอื่นๆ ในท้องตลาดก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ และสมเหตุสมผลอยู่ อันนี้ไม่ได้อวย ดังนั้นไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ หากมีโอกาสไปลองทดสอบกันเองจะดีที่สุด หรือลองอ่านทบทวนบทรีวิวนี้อีกครั้ง และจะได้คำตอบที่ชัดเจนว่ารถคันนี้ “โดนใจ” หรือไม่อย่างไร