รีวิว 2017 Kawasaki Ninja H2 Carbon [SPECS REVIEW]

2017-Kawasaki-Ninja-H2-Carbon3-small

คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายสำหรับ รถมอเตอร์ไซค์ซุปเปอร์ไบค์ 2017 Kawasaki Ninja H2 Carbon ที่คราวนี้มาในรูปแบบของรถสายพันธ์สปอร์ตเต็มตัวด้วยแฟร์ริ่งที่เป็นคาร์บอน

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วในเรื่องของคาร์บอนไฟเบอร์วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทานกว่าโลหะถึง 5 เท่า ซึ่งคราวนี้เจ้าคาร์บอนไฟเบอร์ได้ถูกจับมาอยู่ในรูปแบบของแฟร์ริ่งของรถทำให้รถมีน้ำหนักที่เบาขึ้นและช่วยให้การทำเร็วดียิ่งขึ้น ซึ่งความพิเศษนี้จะถูกผลิตขึ้นมาในจำนวนที่จำกัดเพียง 120 คันทั่วโลก

ขุมกำลังของเจ้า 2017 Kawasaki Ninja H2 Carbon เครื่องยนต์ขนาด 998 cc 4 จังหวะ 4 สูบเรียงแบบ DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดกระบอกสูบ X ช่วงชักอยู่ที่ 76.0 x 55.0 mm อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 8.5:1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด  dual injection  พร้อมระบบอัดอากาศ  Kawasaki Supercharger ให้แรงบิดสูงสุดที่ 134 นิวตันเมตรที่ 10.500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบคลัทซ์แบบเปียกซ้อนกันหลายชั้น ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่

โครงสร้างตัวถัง Trellis Frame high-tensile steel  ระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับขนาด 43 mm ของ KYB AOS-II  ระบบเบรกหน้า Dual semi-floating ขนาด 330 mm  ทำงานร่วมกับปั้มเบรก Dual radial-mount Brembo M50 ระบบกันสะเทือนหลัง New Uni-Trak Öhlins TTX36 gas charged ระบบเบรกหลังดิสก์เดี่ยวขนาด 250mm ทำงานร่วมกับปั้มเบรกแบบ 2 ลูกสูบ ขนาดยางหน้า 120/70ZR17M/C ขนาดยางหลัง 200/55ZR17M/C ถังน้ำมันมีความจุ 17 ลิตร หน้าจอแสดงผลแบบอนาล็อกกึ่งดิจิตอล

จุดเด่นของ 2017 Kawasaki Ninja H2 Carbon อันแรกเลยจะอยู่ที่ระบบ Kawasaki Supercharger ที่ช่วยในการอัดอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ทำให้เกิดออกซิเจนปริมาณที่สูงกว่าปกติที่จะทำให้การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงสมบูรณ์ที่สุด รวมไปถึงระบบช่วยเหลือต่างๆ Launch control  engine braking control  ABS และ quick shifter ที่จะทำให้เพลิดเพลินกับการขับขี่ของท่าน รวมไปถึงการเป็นรถแบบพิเศษ Limited Edition ที่มีเพียง 120 คันทั่วโลกและตัวถังจะมีการตีเลขบอกไว้ว่าเป็นคันที่เท่าไหร่อีกด้วย

จัดว่าสายสปอร์ตกับสายทำความเร็วจะต้องอยากได้เจ้า 2017 Kawasaki Ninja H2 Carbon คันนี้เป็นแน่นอน ส่วนเรื่องของราคานั้น ถ้าเปรียบเทียบกับ 2017 Kawasaki Ninja H2 ที่ขายในบ้านเราราคาจะอยู่ที่ 1,498,000 บาท ซึ่งเมื่อเป็นรุ่นคาร์บอนแล้วราคาค่าตัวก็น่าจะสูงกว่านี้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก  www.totalmotorcycle.com