รีวิวการขับขี่จริง GPX Legend Gentleman 200 2017 รถโมเดิร์นคลาสสิกสายพันธ์ไทย

Sequence 01.00_01_14_43.Still010

จะต้องบอกว่าทุกวันนี้ค่ายรถสัญชาติไทยอย่าง GPX นั้นไม่ใช่ค่ายน้องใหม่อีกต่อไป หลังจากที่ฝากผลงานรถมอเตอร์ไซค์เด่นๆ ไว้หลายคันก่อนหน้านี้ จนมาถึงคันที่เราจะรีวิวกันในวันนี้อย่าง GPX Legend Gentleman 200 รถในแนวสปอร์ตคลาสสิก ที่ถือว่าโดดเด่นในเรื่องของงานดีไซน์ ซึ่งหลังจากที่เราเห็นกันในครั้งแรกตั้งแต่ตอนเปิดตัวแล้ว ยอมรับว่ามันเตะตาและน่าสนใจเอามากๆ

มารู้จักกันกับ GPX Legend Gentleman 200 กันก่อน

สำหรับ LEGEND GENTLEMAN 200 นั้นเป็นซีรี่ยเดียวกันกับรุ่น Legend 200 ที่ทางค่ายได้ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคราวนี้มาในสไตล์สปอร์ตคลาสสิค ผสมผสานดีไซน์ระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิกไว้ได้อย่างลงตัวทีเดียว และที่ไม่ธรรมดาก็คือเจ้า GENTLEMAN 200 คันนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมงานดีไซเนอร์จากประเทศอิตาลี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว  โดยที่ไฟหน้านั้นเป็นแบบวงกลม LED ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดขายของโมเดลนี้ รวมไปถึงการเดินเส้นสายของตัวรถ ที่เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอามากๆ สำหรับตำแหน่งของการวางแฮนด์รถนั้นค่อนข้างต่ำกว่ารถในแนวเนกเกตทั่วไป ตามแบบฉบับของรถในทรงคาเฟ่เรซเซอร์อย่างเต็มตัวในขณะที่หน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ

GENTLEMAN 200 นั้นแน่นอนว่ามาพร้อมกับขุมกำลังขนาด 197cc แบบ 1 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วย OIL Cooler ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ดิสก์เบรกหน้าแบบคู่ ที่นอกจากจะทำให้การเบรกนั้นหนึบมากขึ้น ยังเพิ่มความหล่อให้กับตัวรถด้วย และอีกหนึ่งไฮไลท์ก็คือโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ (Upside Down) ส่วนโช้คหลังเลือกใช้บริการของ YSS เสริมความแน่นด้วยอกไก่สีเข้ากับตัวถัง และที่เบาะท้ายนั้นก็ครอบตูดมดมาให้เลย เติมความคลาสสิกเข้าไปให้เต็มตัว ส่วนเลข 10 ที่ตัวถังนั้น บ่งบอกถึง 10 ปีของการก่อตั้งค่าย GPX นั่นเอง ส่วนของถังน้ำมันนั้นให้ความจุมามากถึง 12 ลิตรซึ่งถือว่าสบายๆ สำหรับการเดินทางของรถในคลาสนี้ ส่วนบังโคลนหน้านั้นเป็นแบบ Long Mudguard ส่วนล้อนั้นแน่นอนว่าเมื่อมาในแนวคลาสสิกอย่างนี้ จะต้องเลือกใช้ล้อแบบซี่ลวดขนาด 17 นิ้วทั้งหน้าและหลัง ส่วนยางที่ให้มาของ Pirelli นั้นด้านหน้าอยู่ที่ 110/70 ส่วนหลังอยู่ที่ 140/70

ทดสอบขับขี่ครั้งแรก

สำหรับการทดลองขับขี่ครั้งแรกนั้น ตัวรถถือว่ามีท่านั่งในการขับขี่ที่มาในแนวคาเฟ่เรซเซอร์แบบเต็มตัว นั่นก็คือตำแหน่งของการวางแขนนั้นจะกดลงต่ำบนแฮนด์บาร์ด้านหน้า ซึ่งทำให้คนที่ยังไม่ชิน หรือยังไม่เคยขี่รถในแนวนี้มาก่อน อาจจะต้องปรับตัวตรงนี้กัน แต่ด้วยมิติของรถที่ถือว่าไม่สูงมากนัก ก็ช่วยให้เราคุ้นเคยในการคอนโทรลรถได้ไม่ยาก ส่วนมิติตัวรถถือว่าค่อนข้างพอดีกับสรีระคนไทย คือไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ดังนั้นหากปรับท่าวางแขนให้ชินแล้ว ก็สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะการซอกแซกในพื้นที่แคบๆ ส่วนครอบเบาะท้ายนั้นติดมาให้จากโรงงานเลย ให้ความสวยงามตามสไตล์รถในแนวนี้ แต่หากว่าใครอยากมีคนซ้อนก็สามารถไปถอดครอบหลังออกได้ วัสดุโครงสร้างหลักของตัวรถนั้นแข็งแรงดี แต่อุปกรณ์ส่วนเสริมอย่างพวกพลาสติกบางชิ้นนั้นอาจจะดูเปราะบางไปบ้าง แต่หากว่าไม่มีการชนหรือล้มก็ไม่มีปัญหาใดๆ

นำไปออกทริปกัน

ทีนี้เราจะนำมันมาซัดกันแบบยาวๆ เพื่อทดสอบสมรรถะอย่างเต็มตัวของมันกันแล้ว ด้านแรงบิดหรือว่าทอร์คนั้น ถือว่าแรงต้นทำได้ดี แต่ไม่ถึงกับกระชากหรือบิดเป็นมาแบบหนักๆ มากนัก เหมือนกับพวกรถในแนวสปอร์ต 1 สูบ ซึ่งเข้าใจว่าด้วยแนวทางของตัวรถที่ออกแนวมีกลิ่นอายคลาสสิกๆ อย่างนี้อยู่ ก็เลยไม่เน้นการออกตัวที่ต้องแรงจัดจ้านอะไรมากนัก จะออกแนวนุ่มนวลมากกว่า แต่หากเราเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยและรอบของเครื่องยนต์แล้ว จังหวะจะเร่งแซงนั้นถือว่าหายห่วง สามารถทำได้อย่างใจคิด โดยเฉพาะในย่านความเร็วช่วงกลางๆ แต่แน่นอนว่าในการไต่ความเร็วจากกลางถึงปลายนั้นค่อนข้างใช้เวลานิดนึง ซึ่งตรงนี้ยังคงเป็นข้อจำกัดของรถแบบสูบเดียวนั่นเอง ที่ทำให้ปลายไม่ไหลลื่นมากนัก

สำหรับการทดสอบ Top Speed หรือว่าความเร็วปลายนั้น ที่เราเทสกันจะพบว่ามันทำได้อยู่ที่ประมาณ 130 กม. / ชม. วัดจากไมล์ของตัวรถ ซึ่งถือว่าโอเคสำหรับรถแนวนี้ แต่ยามวิ่งออกทริปกันจริงๆ หากเรายืนพื้นกันที่ความเร็วประมาณ 110 – 120 ก็ดูจะสบายๆ กว่า เพราะรถที่ไม่มีแฟร์ริ่งช่วยเลยอย่างนี้ก็ค่อนข้างจะต้านลมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามตัวรถนั้นค่อนข้างจะนิ่งในการวิ่งแช่ด้วยความเร็วสูง ไม่สั่นหรือสะท้านแต่อย่างใด

การควบคุมรถและการเข้าโค้ง

สำหรับการทดสอบต่อมาจะเน้นหนักในเรื่องของการควบคุมตัวรถ ด้วยน้ำหนักรถที่ค่อนข้างเบาทำให้การขยับตัวรถไปในทิศทางต่างๆ นั้นทำได้สบายๆ จะมุดหรือจะเข้าโค้งแคบๆ ถี่ๆ ก็ถือว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สามารถพลิกรถได้รวดเร็วและแม่นยำ ส่วนการเข้าโค้งหนักๆ ด้วยความเร็วสูงนั้น หากจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เราต้องหมอบกันคล้ายๆ กับรถทรงสปอร์ตไปเลย ตามแนวการวางตำแหน่งของแฮนด์ โดยรวมแล้วถือว่าสามารถเข้าโค้งไฮสปีดได้อย่างแม่นยำ และพลิกโค้งได้ไวมากๆ

ระบบเบรกและกันสะเทือน

ขยับมาดูกันต่อที่ระบบช่วงล่างกันบ้าง อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่ายางที่ติดรถนั้นเป็นยางของ Pirelli ทดสอบวิ่งกันหนักๆ ยาวๆ ดูก็พบว่ายางนั้นเกาะถนนได้ดี แต่อาจจะร้อนช้านิดหนึ่งในช่วงแรกๆ สำหรับระบบเบรกนั้นมาด้านหน้าแบบดิสก์คู่กันเลย ทำให้ระยะการเบรกนั้นค่อนข้างสั้น สามารถกะระยะได้ไม่ยาก มั่นใจในการเบรกได้ ต่อมาสำหรับระบบกันสะเทือนนั้นโช้กอัพด้านหน้าที่เป็นแบบ Upside Down อาจจะต้องเรียนตรงๆ ว่ามันสามารถทำหน้าที่ของมันได้ดี แต่ยังไม่ได้ฟีลลิ่งพิเศษๆ เหมือนกับพวกโช้ค Upside Down ราคาแพงๆ หรือตัวท็อปที่ใช้กับพวกรถสปอร์ตรุ่นใหญ่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากนัก เพราะด้วยการทำราคาของทางค่ายที่จับต้องได้ง่าย ภาพรวมของระบบกันสะเทือนแล้วถือว่าเซ็ทมาแบบกลางๆ ไม่ได้แข็งหรือว่าย้วยจนเกินไปนัก ตรงนี้น่าจะเหมาะกับผู้ขับขี่ส่วนใหญ่

บทสรุปของ GPX Legend Gentleman 200

สำหรับ GPX Legend Gentleman 200 นั้นโดดเด่นเอามากๆ ในเรื่องของงานดีไซน์ เป็นการออกแบบที่แตกต่างจากซีรี่ย์เดียวกันอย่าง Legend 200 ปรกติได้อย่างลงตัว เป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบรถแนวคลาสสิกที่ผสมผสานความทันสมัยอย่างลงตัว หรือไม่เน้นความเร็วแรงอะไรมากมายอย่างพวกแนวสปอร์ตที่เราเห็นกันเต็มท้องตลาดในตอนนี้ แต่ภาพรวมของตัวรถเองก็ไม่ได้ย้อนยุคอะไรมากมายนัก ยังคงเรียกได้ว่ามีความร่วมสมัยอยู่ มันจึงสามารถขี่ได้ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมายไล่ไปตั้งแต่ระดับนักเรียนนักศึกษา ไปจนถึงวัยทำงานกันเลยทีเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่าหากใครที่มองว่ารถ 200cc มันจะต้องเร็วแรงแบบเว่อร์วัง อันนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจกับแนวทางของรถคันนี้เสียใหม่ ว่ามันจะออกแนวชิลๆ สโลว์ไลฟ์ แบบขี่เอาหล่อๆ มากกว่า แต่พละกำลังของมันก็ไม่ได้น้อยแต่อย่างไร หากเล่นรอบเป็นหรือคุ้นเคยกับรถแล้ว ก็เอาไปซัดกันมันๆ ได้

ที่สำคัญเมื่อมันมาในสไตล์นี้แล้ว ก็เป็นการเปิดโอกาสให้กับเพื่อนๆ นำไปตกแต่งคัสตอมกันต่อได้อย่างหลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นการบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างบางคนที่ชื่นชอบในตัวรถคันนี้ แต่อาจจะไม่คุ้นเคยหรือไม่อยากได้แฮนด์ที่กดลงต่ำขนาดนี้ ก็สามารถเปลี่ยนแฮนด์เป็นทรงแบบรถเนกเกตปกติทั่วไป หรือแนวอื่นๆ ได้ ซึ่งทาง GreatBiker ก็ได้แอบถามทาง GPX มาว่าราคาแฮนด์ทรงอื่นๆ นั้นอยู่แค่ประมาณพันสองพันบาทเท่านั้น เรียกได้ว่าตัดปัญหาตรงนี้ไปได้ ส่วนความคุ้มค่าของตัวรถที่เราจะต้องมองภาพรวมในท้องตลาด ที่เป็นแบรนด์ของคนไทย ซึ่งผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาได้ร่วม 10 ปีตามตัวเลขที่ติดอยู่บนเพลทของตัวรถแล้ว กับราคาหกหมื่นกว่าบาทนั้น เทียบกับสิ่งต่างๆ ที่ได้รับมาก็ถือว่าน่าสอยเอามากๆ  หากใครที่อยากจะมองหาแนวทางใหม่ๆ ที่มีการออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ราคาไม่แรง เจ้า Gentleman 200 คันนี้นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

สำหรับโอกาสหน้าทางทีมงาน GreatBiker จะมารีวิวรถรุ่นไหนยังไงนั้น รอติดตามกันได้ครับ รับรองว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ขอบคุณทาง GPX และร้านตรีธวัฒน์ มอเตอร์ไบค์จังหวัดเชียงใหม่ ที่อำนวยความสะดวกรถในการทดสอบกันครั้งนี้

รีวิว GPX Gentleman 200 ในรูปแบบ VDO