รีวิว Kawasaki Ninja ZX-6R 2017 (Specs Review)

2017-Kawasaki-Ninja-ZX-6R-ABS3-small

ทางค่าย Kawasaki ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ในแนวรถมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้ง เมื่อปล่อย Ninja ZX-6R 2017 ออกสู่ท้องตลาดสำหรับปี 2017 ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีแชมป์เปียนจากในสนามแข่งลงมาสู่รถสปอร์ตในคลาสกลางอย่างนี้ ที่มีจุดเด่นคือน้ำหนักตัวที่เบาคล่องแคล่ว แต่ขุมกำลังนั้นกลับรีดออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือในแทรคนั้นสามารถวิ่งไล่กวดพวกตัวใหญ่ๆ อย่างคลาส 1000 ได้ไม่ห่างนัก และแน่นอนว่าหากจะเทียบจำนวน cc กับรถแนวอื่นๆ ในคลาสใกล้เคียงกันนั้นย่อมถือว่ากินขาด

โดยตอนนี้ตลาดในคลาส 600cc อย่างนี้ถือว่ากำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดทั้งในและนอกสนาม ระหว่างค่ายรถมอเตอร์ไซค์ต่างๆ เพราะจะถือว่าเป็นรถแบบสปอร์ตเรพลิก้า (รถแข่งที่ใช้ในสนามจริงๆ) ซึ่งท่านั่งในการขับขี่นั้นจะแตกต่างจากแบบสปอร์ตทั่วไป คือแฮนด์จะเป็นแบบจับโช้ค และกดก้มลงมากกว่าปกติ เพื่อให้เราทำแอโรได้นามิคได้ดีที่สุดนั่นเอง วันนี้ทางทีมงาน GreatBiker ก็จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกันกับเจ้า Ninja ZX-6R 2017 คันนี้กันในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ

มาเริ่มที่ขุมกำลังกันก่อนเลย เครื่องยนต์นั้นใช้ขนาด 636cc แบบ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ DOHC ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชักเท่ากับ 67×45.1 mm และอัตราส่วนกำลังอัดนั้นเท่ากับ 12.9:1 จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือมันให้แรงม้ามาสูงสุดถึง 129 ตัวที่ 13,500 รอบ และทอร์คหรือว่าแรงบิดนั้นให้มาที่ 101 KW ที่ 11,500 รอบ (สำหรับเวอร์ชั่นที่ไม่ตัดสเปก) ดูจากสเปคตรงนี้แล้วก็จินตนาการได้ไม่ยากว่ามันจะจัดจ้านขนาดไหนในเรื่องของการไต่ความเร็ว ซึ่งจะเริ่มรีดเอาขุมกำลังแบบมหาศาลมาได้ตั้งแต่ในย่านความเร็วกลาง และให้ปลายที่ไหลลื่นเอามากๆ และตัวรถเองยังสามารถเลือกโหมดของ traction control หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ในการขี่ได้ถึง 3 โหมดด้วยกันให้เหมาะสมกับสภาพของถนนที่แตกต่างกัน

ต่อมาในเรื่องของระบบกันสะเทือนนั้น โช๊คอัพด้านหน้าเป็นของ Showa รุ่น SFF-BP แบบหัวกลับ และโช๊คอัพหลังเป็นแบบ Bottom-link ของ Uni-Trak แบบติดแก็สชาร์จมาให้ด้วย ซึ่งทั้งโช๊คหน้าและหลังนั้นซึ่งสามารถปรับระยะพรีโหลดได้อย่างละเอียด ตรงนี้จะช่วยให้เวลาที่วิ่งกันในสนามแข่งจริงๆ นั้น จะปรับให้สมดุลย์กับสภาพพื้นสนามเพื่อซับแรงสะเทือนได้เหมาะสมมากที่สุดนั่นเอง

และสำหรับในเรื่องของระบบเบรกนั้น ด้านหน้าเป็นแบบดิสก์คู่ขนาด 310mm แบบดูอัลเรเดียลเมาท์ ของยี่ห้อ Nissin มี 4 ลูกสูบด้วยกัน ทำงานร่วมกันกับ ABS ของ KIBS ส่วนเบรกหลังเป็นแบบดิสก์เดียวขนาด 220mm แบบ ABS ของ KIBS เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสเปคตรงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจด้วยนั่นเอง และรูปลักษ์ในการออกแบบโมเดลนี้ยังคงมีความเป็น Ninja อย่างชัดเจนเอามากๆ

สีที่วางจำหน่ายกันในตอนนี้จะมีอยู่ 4 สีด้วยกันก็คือ Metallic Matte Carbon Gray, Ebony, Lime Green และ Ebony KRT Edition ซึ่ง 3 สีแรกนั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 446,000 บาท ส่วน KRT Edition ที่เป็นเวอร์ชั่นแห่งการฉลองแชมป์ของทางค่ายกัน ซึ่งสีสุดท้ายนนี้จะแพงกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 457,000 บาท (ทั้งหมดเป็นราคาที่วางขายกันในฝั่งอเมริกา) เชื่อว่ามันจะถูกอกถูกใจคอสปอร์ตไบค์กันในปีนี้อย่างแน่นอน น่าสนใจตรงทีว่าในตอนนี้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง YZF-R6 ลงมาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว และหากว่ามันได้รับกระแสตอบรับที่ดี เชื่อว่าพอจะเห็นโอกาสในการนำเข้ามาจำหน่ายบ้านเราเหมือนกัน เช่นเดียวกับที่ทางคาวาเพิ่งจะนำ W800 เข้ามาทำตลาดก่อนหน้านี้ไม่นาน รอติดตามสถานการณ์กันดูครับ

ขอบคุณภาพจาก totalmotorcycle.com