รีวิว KTM RC125 [SPECS REVIEW]

2017-ktm-rc-125-7

น้องเล็กสุดท้องจากตระกูล RC ของค่ายรถส้มจิ๊ด KTM จากประเทศออสเตรีย ที่ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กที่สุดในค่าย KTM ถึงขนาดเครื่องยนต์จะเล็ก แต่เจ้า KTM RC125 คันนี้กลับเล็กพริกขี้หนู

ขุมกำลังของเจ้า RC125 คันนี้ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 124.7 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ขนาดกระบอกสูลคูณช่วงชักอยู่ที่ 58 x 47.2 มิลลิเมตร สร้างแรงม้าสูงสุดได้ 14.8 BHP ที่9500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 11.8 นิวตันเมตรที่ 8000 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ข้อมูลเทคนิค) ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบคลัทซ์แบบ Wet Swamp ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่จาก X-Ring ขนาด 5/8 x 1/4 นิ้ว หน้าจอแสดงผลดิจิตอลเต็มรูปแบบ


โครงสร้างตัวถังเป็นแบบเฟรมถักหรือ Trails Frame ที่ให้ความแข็งแรงทนทานต่อแรงบิดมากเป็นพิเศษ ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเลือกใช้ของดีจาก WP รุ่น 4357 มีระยะยุบตัวถึง 125 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนหลัง Monoshock ของ WP รุ่น 4618 EM  ระยะยุบตัว 150 มิลลิเมตร ระบบเบรกด้านหน้าดิสก์เบรกขนาด 300 มิลลิเมตร ปั้มเบรก 4 พอร์ต ระบบเบรกด้านหลัง Floating Disc ขนาด 230 มิลลิเมตร ปั้มเบรก 1 พอร์ต  เบาะนั่งสูง 820 มิลลิเมตร ถังน้ำมันจุได้ 10 ลิตร น้ำหนักตัวโดยรวมอยู่ที่ 135 กิโลกรัม (ไม่รวมน้ำมันและของเหลว)

จุดเด่นของ KTM RC125
เพื่อนๆ บางคนอาจจะมองว่าเจ้า RC125 คันนี้มีรูปลักษณ์หน้าตาที่ดูประหลาดๆ โดยเฉพาะในส่วนหน้าของตัวรถที่ดูแหลมๆ แปลกตาไปจากรูปแบบของรถในท้องตลาดทั่วไป นั้นก็เป็นเพราะทีมออกแบบรถในตระกูล RC ของ KTM นั้นคำนึงถึงหลักพลศาสตร์ที่จะใช้อากาศในการช่วยกดรถให้ติดอยู่กับพื้นให้มากที่สุด และลดการต้านลมในขณะขับขี่ให้มากที่สุด ทำให้รถนั้นสามารถไปได้อย่างรวดเร็วในทางตรง และด้วยโครงสร้างแบบเฟรมถักนั้นจะทนทานต่อแรงบิดที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเรื่องของการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางเทคนิคของ KTM ได้เปิดเผยข้อมูลมาว่า หากใช้ในรูปแบบในเมือง อัตราปริโภคจะอยู่ที่ 35 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตร หากเอาไปซัดกันบนถนน Highway จะมีอัตราบริโภคอยู่ที่ 45 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตร ซึ่งหากมองเป็นกลางๆ ก็จะเฉลี่ยได้ที่ 35-38 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีอัตราบริโภคที่ประหยัดใช้ได้เลยทีเดียว

ต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า KTM RC125 คันนี้ไม่มีแผนการมาทำตลาดในเมืองไทยอย่างแน่นอน สืบเนื่องมาจากเรื่องของราคาค่าตัวของมัน เมื่อวัดกับสเปกที่ทางค่ายใส่มาให้นั้น ราคาค่าตัวของมันน่าจะสูงกว่ารถในคลาส 150 ทั่วๆ ไป ถึงขั้นอาจจะไปแตะกับคลาส 250 เลยทีเดียว สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจก็ต้องพึ่งพาผู้นำเข้าอิสระ ในการนำเข้ามาใช้งานในประเทศ ซึ่งราคาก็แล้วแต่จะตกลงกันนะครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.autos.maxabout.com