รีวิวทดสอบการขับขี่จริง New Honda CBR650F 2017 ที่อัพเกรดกันกว่าเดิมหลายจุดแบบเห็นได้ชัด

Sequence 02.00_07_57_59.Still027

หากจะพูดถึงรถมอเตอร์ไซค์แบบ 4 สูบเรียงในแนวสปอร์ตสำหรับบ้านเราแล้ว แน่นอนว่ารถในตระกูล 650 จากทางค่าย Honda นั้นย่อมที่จะโดดเด่นออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งโฉมแรกสุดที่ออกมาอาละวาดก่อนหน้านี้ทั้ง CBR650F ในแนวสปอร์ต-แฟร์ริ่ง และ CB650F ในแนวสปอร์ต-เนกเกต ซึ่งมาพร้อมกับราคาสุดเร้าใจนั้น ก็สามารถครองใจเหล่าไบค์เกอร์ในวงกว้างได้แทบจะทันที และกลายเป็นกระแสต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาวนเวียนมาถึงในวาระที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เชื่อเหลือเกินว่าเพื่อนๆ บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นการเปลี่ยนสีสันแค่นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วจะต้องบอกเลยว่ามันเป็นการ Minor Change ที่สมศักดิ์ศรีค่ายใหญ่ แต่ทีนี้เรามาดูกันว่าตัวรถมันจะเป็นอย่างไรกันบ้าง กับรายละเอียดของสเปคต่างๆ รวมไปถึงฟีลลิ่งในการขับขี่จริง ตามแบบฉบับการทดสอบของ GreatBiker ซึ่งจะหยิบยกเอา New Honda CBR650F 2017 มารีวิวกัน ซึ่งทางเราได้รับความอนุเคราะห์ในการยืมรถสำหรับทดสอบครั้งนี้จากทาง Honda BigWing เชียงใหม่ โดย บริษัท นิยมพานิช จำกัด

มารู้จักกับ New Honda CBR650F 2017 กันก่อน กับความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานจากเวอร์ชั่นเดิม

ทั้ง 2 โมเดลนั้นมีพื้นฐานที่ถือว่าใกล้เคียงกันมากๆ โดยเฉพาะในส่วนของเครื่องยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน โดยทั้ง New CBR650F และ New CB650F นั้น เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน EICMA Show เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี่ ซึ่งถือว่าเป็นงานแสดงยนตกรรมใหญ่ระดับโลก ที่ค่ายต่างๆ มักจะนำรถใหม่ๆ มาเปิดตัวกันครั้งแรกในงานนี้ โดย New CBR650F คันที่เราจะมารีวิวในวันนี้นั้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 649 cc แบบ 4 สูบเรียงเหมือนกับเวอร์ชั่นก่อน แต่ว่าได้เพิ่มในส่วนของแรงม้ามามากกว่าเดิมอีก 4 ตัวด้วยกัน (4 bhp) ทำให้สามารถใช้แรงม้าได้ที่ 89.9 ตัว ที่ 11,000 รอบต่อนาที โดยการเพิ่มแรงม้าตรงนี้ทางฮอนด้าเองบอกว่าจะมีผลอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของความเร็วตั้งแต่ 5,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป รวมไปถึงการเซ็ทระบบการปล่อยไอเสียของท่อใหม่ให้โล่งขึ้นด้วยที่จะช่วยส่งเสริมกันตรงนี้ รวมไปถึงทอร์คหรือว่าแรงบิดที่มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย โดยได้ตัวเลขรวมที่ 64 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบต่อนาที และเรื่องของอัตราทดเกียร์นั้นปรับให้กระชับมากขึ้นกว่าเดิม ในจุดนี้ทำให้ตัวรถที่เดิมอาจจะออกตัวในช่วงความเร็วต้น หรือรอบเดินเบาไม่ค่อยแรงนั้นได้รับการแก้ไข ซึ่งมักจะเป็นจุดอ่อนของรถแบบ 4 สูบเรียงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเราต้องมาดูกันว่าในการขับขี่จริงๆ จะเป็นอย่างไร

ออพชั่นต่างๆ ของตัวรถ

นอกเหนือไปจากการออกแบบดีไซน์ตัวรถกันใหม่ในบางส่วน เพื่อให้มีความโฉบเฉี่ยว ทันสมัยและดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ตัวของไฟหน้านั้นก็เปลี่ยนมาใช้แบบ LED ตามการเปลี่ยนแปลงของตระกูล 500 ซีรี่ย์จากทางค่ายเดียวกัน ที่ออกมาก่อนหน้านี้ อีกส่วนไฮไลท์ที่สำคัญต่อมาก็คือในเรื่องของโช้กอัพคู่หน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกของ Showa แบบ Dual Bending Valve ขนาด 41 mm ที่มีการซับแรงสะเทือนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในการเข้าโค้งหนักๆ ทำให้การคอนโทรลรถนั้นสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนโช้กอัพหลังนั้นเป็นแบบโมโนโช้ก ทำงานร่วมกันกับบานาน่าสวิงอาร์ม ต่อมาตัวคาลิปเปอร์ของ Nissin นั้นก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วย  โดยที่ยังคงทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS ทั้งล้อหน้าและหลังเช่นเดิม หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ Fully Digital ที่ออกมาแบบมาได้อย่างลงตัว

ทดสอบขับขี่ครั้งแรก

เมื่อได้นั่งครั้งแรกต้องบอกเลยว่าเบาะนั้นกว้างสามารถขยับสะโพกได้หลายตำแหน่ง เท้าสามารถลงได้เต็มเท้าทั้งสองข้าง (ผู้ทดสอบสูง 170 cm) แฮนด์บาร์มีการยกสูงขึ้นมาทำให้ไม่ต้องก้มตัวลงต่ำมากจนเกินไป เมื่อหักเลี้ยวสุดก็ไม่ติดตัวถัง ตรงนี้ช่วยได้มากเลยทีเดียวสำหรับการขับขี่ในเมือง ในยามที่การจราจรติดขัด ขาทั้งสองข้างสามารถหนีบกระชับกับตัวถังได้เป็นอย่างดี พักเท้าสองข้างของผู้ขับขี่พับขึ้นได้ทำให้เวลาออกตัวไม่ต้องกังวลว่าขาจะไปเกี่ยว ฟังชั่นการใช้งานสัญญาณไฟต่างๆวางในตำแหน่งที่ดีใช้ง่าย ตามแบบฉบับของรถมอเตอร์ไซค์จากฮอนด้า

การออกตัวในรอบความเร็วต่ำที่ 2,000 รอบก็ถือว่าทำได้ดีค่อยๆ ไหลไม่กระชากมากจนเกินไป ทำให้เราสามารถควบคุมรถได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้อืดจนรู้สึกอึดอัด เรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่พอดีๆ เพราะว่าหากเราตั้งใจจะให้ออกตัวแบบพุ่งเต็มที่ ก็สามารถบิดคันเร่งแบบกระแทก เรียกเอาได้ดั่งใจเลย เกียร์ 1 สามารถลากรอบได้ถึง 9,000 หรือมากกว่า ในความเร็วเฉลี่ยที่ประมาณ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช่วงการเปลี่ยนเกียร์ก็ทำได้สมู้ทไม่แสดงอาการกระตุก ต้องบอกเลยว่าแรงทอร์คในย่านเกียร์ 1-2-3 นั้นเพิ่มมากกว่าโฉมเดิมอยู่พอสมควร ถือว่าขับขี่สนุกมากขึ้นทั้งในเมืองและนอกเมือง

เราได้ทำการทดสอบขับขี่ครั้งแรกในช่วงเวลาที่การจราจรติดขัด พบว่ารถก็สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัว แม้ว่าบอดี้ของตัวรถอาจจะดูค่อนข้างใหญ่ แต่ว่ารถนั้นออกแบบบาลานซ์มาได้อย่างดี การมุด การซอกแซกต่างๆ และการคอนโทรลแฮนด์นั้น ทำได้ไม่แตกต่างจากรถเล็กทั่วไปเท่าไหร่ เพียงแต่อาจจะต้องกะระยะของตัวรถให้เคยชินก่อน และที่สำคัญทอร์คที่มากขึ้น ก็ทำให้รถตอบสนองการขับขี่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะจังหวะการแซงในย่านความเร็วรอบต่ำๆ ที่มักจะเป็นปัญหากับรถ 4 สูบเรียงนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไป สรุปแล้วมันสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้แบบสบายๆ

นำไปอัดกันแบบเต็มกำลัง

หลังจากที่เราทำการทดสอบวิ่งกันในเมืองด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากนักแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะนำเจ้า New Honda CBR650F คันนี้ไปอัดกันแบบเต็มกำลังกันบ้าง พบว่าการไต่ความเร็วในย่าน 0 – 100 นั้นทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องกังวลเรื่องรอบหรืออะไรให้มากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นรถแบบ 4 สูบที่บางคันนั้นอาจจะไม่หวือหวาในย่านความเร็วต้นก็ตาม แต่กับคันนี้แล้วไม่ใช่ ดังนั้นแล้วเราสามารถแซงได้ในจังหวะคับขันแบบสบาย แม้ว่าอาจจะไม่ได้มีทอร์คที่หนักหน่วงเท่ากับพวกรถสองสูบก็ตาม และแน่นอนว่ามันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถแบบ 4 สูบเรียงไว้ได้เป็นอย่างดี อัตราเร่งในย่านความเร็วกลางถึงปลายนั้นก็ไหลลื่นเอามากๆ แต่ในช่วงจังหวะความเร็วประมาณ 120 – 130 กม. / ชม. นั้น ตัวเครื่องดูมีอาการสั่นเล็กน้อย (ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะคันที่เรานำมาทดสอบหรือเปล่า) แต่ก็ไม่ได้มากจนเสียอาการแต่อย่างใด ซึ่งเราอาจจะต้องกดแฮนด์ให้มากขึ้นในย่านความเร็วนี้ ซึ่งหลังจากความเร็วในย่านนี้ไป ตัวรถก็นุ่มนวลดี และพละกำลังก็มาเร็วเอามากๆ หรือเรียกได้ว่าบิดติดมือนั่นเอง สำหรับความเร็วปลายที่ทางเราทดสอบกันนั้นอยู่ที่ประมาณ 230 กว่า กม. / ชม. แน่นอนว่ามันยังสามารถไปได้อีก ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและสรีระของผู้ขี่ด้วยอีกที

ในเรื่องการคอนโทรลรถ ตัวแฮนด์และองศานั้นถือว่าออกแบบมาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ วงเลี้ยวไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป ทำให้ขี่ได้สนุก ตำแหน่งความสูงของแฮนด์รถนั้นก็ไม่ได้กดต่ำมากจนเกินไปเหมือนกับรถในแนวสปอร์ตเรพลิก้า ทำให้ไม่ปวดเมื่อยข้อมือมากนักยามที่ต้องขี่ในระยะทางไกล หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ในส่วนของการทำแอโร่ไดนามิกนั้น หากว่าเราวางท่าในการนั่งขี่ได้ถูกต้อง และมีการหมอบหลบลมที่ความเร็วสูง ตัวแฟร์ริ่งและชิลด์ด้านหน้าที่ค่อนข้างสูงนั้นก็จะช่วยเราแหวกลมได้เป็นอย่างดี

สำหรับการเข้าโค้งนั้นถือว่าเข้าโค้งได้สนุก ด้วยท่านั่งที่ถูกดีไซน์มาให้ง่ายต่อการเข้าโค้งมากที่สุดอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าฝืนแต่อย่างใด ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ ทำให้การแบนโค้งนั้นทำได้ดั่งใจและค่อนข้างแม่นยำ หากว่าสายตาเรามองไปที่ปลายโค้ง และท่าทางจัดระเบียบมาอย่างถูกต้อง ตัวรถก็พร้อมจะเลี้ยวโค้งไปตามใจเราแบบสบายๆ รวมไปถึงถึงการพลิกโค้งในลักษณะโค้งแคบๆ แบบรูปตัว S ต่อเนื่องกันก็สามารถทำได้ไว และคล่องตัวทีเดียว

ระบบกันสะเทือนช่วงล่างและระบบห้ามล้อ

ด้วยสภาวะของถนนที่เราทดสอบกันนั้น มีหลากหลาย ไล่ไปตั้งแต่ทางเรียบๆ ทางขรุขระ หรือแม้แต่ถนนที่เป็นคลื่นในบางช่วง ซึ่งการเซ็ทตัวของระบบกันสะเทือนของรถคันนี้นั้น ถือว่าเซ็ทมาค่อนข้างจะพอดีๆ แต่จะออกไปในแนวแข็งนิดๆ เพื่อยังให้คงอารมณ์ของความเป็นสปอร์ตอยู่ โดยเฉพาะเวลาเข้าโค้งหนักๆ นั้นๆ ได้ฟีลลิ่งดีมากๆ และโช้กอัพทั้งหน้าและหลังนั้นก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามภาพรวมแล้วหากเจอทางที่ขรุขระมากๆ จนกินไปก็มีสะท้านเหมือนกัน แต่หากว่ากันตามแนวทางของรถที่เกิดมาเพื่อวิ่งกันบนทางเรียบแล้วล่ะก็ ถือว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของระบบ ABS นั้นเราได้ทำการทดสอบกันต้องบอกเลยว่าระยะเบรกค่อนข้างสั้น และสามารถควบคุมรถได้ง่าย  ABS นั้นตอบสนองได้ดี เบรกมีการจับปล่อยเป็นระยะ ในส่วนของเบรกหน้านุ่มนวลแทบจะไม่รู้สึก ส่วนของเบรกหลังมีการจับปล่อยเป็นจังหวะชัดเจนรับรู้ได้ผ่านฝ่าเท้า ดังนั้นแล้วเรื่องความปลอดภัยนั้น สอบผ่านตามมาตรฐานรถบิ๊กไบค์แบบหายห่วง

ภาพรวมของ New Honda CBR650F

หากว่าเพื่อนๆ กำลังมองหารถแนวสปอร์ตในระดับมิดเดิลคลาสสักคัน ที่เน้นในเรื่องของประสิทธิภาพและราคาเป็นที่ตั้ง บอกได้เลยว่าเจ้า New Honda CBR650F คันนี้นั้นอาจจะเป็นรถที่ตอบโจทย์ในลำดับแรกๆ เลยก็ว่าได้ และสิ่งที่น่าประทับใจนั้นก็คือฮอนด้านั้นยังคงตอกย้ำแนวความคิดที่ว่า “รถที่ดีไม่จำเป็นจะต้องขี่ยากเสมอไป” ด้วยความเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่ หรือที่เรียกกันว่า User Friendly ที่มีอยูในรถคันนี้อย่างเต็มเปี่ยมนั่นเอง โดยเฉพาะความรู้สึกแรกที่เราอาจจะคิดว่า รถ 4 สูบเรียงนั้นจะขี่ในเมืองไม่ค่อยสนุก เพราะแรงต้นไม่จัดจ้านเท่า 2 สูบ แต่ CBR650F เวอร์ชั่นล่าสุดนี้แก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ทำให้ตัวรถนั้นมีอัตราเร่งในย่านความเร็วต้นถึงกลางได้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงแรงม้าสำหรับความเร็วปลายด้วย ทำให้เราสามารถขับขี่ในเมืองและนอกเมืองได้ “สนุกพอๆ กัน” รวมไปถึงการนำมันไปวิ่งในสนามก็ทำได้ดีระดับหนึ่งตามแนวทางของตัวรถอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่ามันคงไม่อาจจะให้ฟีลลิ่งของรถในแนวสปอร์ตเรพลิก้าแท้ๆ ที่เกิดมาเพื่อวิ่งในสนามแข่งโดยเฉพาะ ซึ่งรถประเภทนั้นแม้ว่าจะตอบโจทย์สำหรับการแข่งขันในสนามได้ดีกว่า แต่เมื่อนำมาใช้งานในชีวิตจริงก็มีส่วนที่ไม่เหมาะสมอยู่ รวมไปถึงในเรื่องของราคาที่แตกต่างกันมากๆ ด้วย ดังนั้นแล้วหากเพื่อนๆ อยากจะได้รถแนวสปอร์ตแฟร์ริ่งสักคัน ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันของเรา รวมไปถึงการนำมันไปออกทริปเดินทางท่องเที่ยวกันในวันหยุด เจ้า CBR650F คันนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน และเมื่อดูภาพรวมของราคาและสิ่งที่ได้รับมาทั้งหมด จะบอกว่ามันเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตฟูลแฟร์ริ่งที่คุ้มค่ามากที่สุดตอนนี้ในท้องตลาดเลยก็ไม่ผิดนัก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ honda bigwing chiang mai

ขอขอบคุณ Honda BigWing เชียงใหม่ โดย บริษัท นิยมพานิช จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถสำหรับการทดสอบรีวิวในครั้งนี้ และขอขอบคุณทางบริษัท เอ.พี. ฮอนด้าสำหรับโอกาสที่มอบให้กับทาง GreatBiker ในการการรีวิวเสมอมา ครั้งหน้าเราจะพบกับการรีวิวรถที่น่าสนใจอีกอย่างแน่นอน

รีวิว New Honda CBR650F ในรูปแบบ VDO