รีวิว Royal Enfield รถสัญชาติอังกฤษที่ให้ความคลาสิคสุดๆ

royal-enfield-gt-03  ถ้าจะมองถึงภาพรวมและหน้าตาของ Royal Enfield Continental GT   เรียกได้ว่าถอดแบบของรถดังๆ ในอดีตมาได้ใกล้เคียงทีเดียว  รถสไตล์ “คาเฟร์ เรเซอร์” คันนี้ยังคงเต็มไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ไม่เสื่อมคลาย  เบาะตูดมด กับตัวถังน้ำมันที่ยืดความยาว  ฝาถังเป็นแบบป๊อปอัพ บาร์แบบหมอบ ซึ่งเป็น “Monza Style” ที่ได้รับคามนิยมในทุกยุค ทุกสมัย Royal Enfield Continental GT เพิ่มความสวยงามให้ในหลายๆ จุด ด้วยงานแบบโครเมียมเข้ามาแทนที่อะไหล่ชิ้นสีดำ เครื่องยนต์ขัดเงา และเลือกใช้สีสันที่ร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็น สีแดง และสีเหลือง ก็ให้มิติที่มองไปทางไหนก็ได้ฟิลลิ่งในการขับขี่

royal-enfield-gt-05

Royal Enfield Continental GT มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 406 ปอนด์ ซึ่งถ้าเทียบกับรถขนาดเล็กในท้องตลาดมันมีน้ำหนักที่พอๆ กัน  การออกแบบ  ออกแบบมาให้สำหรับผู้ที่มีความสูงราวๆ 6 ฟุตได้ขับขี่อย่างสบายๆ ด้วยความสูงของเบาะที่วางไว้ที่ 31.5 นิ้ว ทำให้เบาะนั่งทางยาวที่ถูกวางทอดไปทางด้านหลังมีมิติที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งขับขี่อยู่บนรถแข่ง  และด้วยตัวรถที่ต่ำ บาร์ทำมุมที่เหมาะสม ช่วยให้การพลอกตัวและทำความเร็วในการเข้าโค้ง ได้อย่างฉับไว  เครื่องยนต์ก็แค่กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ก็ทำได้อย่างง่ายดาย หรือจะเลือกเอาแบบอารมณ์ดิบๆ ก็แค่ขย่ม เท่านี้ก็จะติดได้ง่ายๆ

royal-enfield-gt-02

Royal Enfield Continental GT เคลมไว้ว่ามีขุมพลังขนาด  29 แรงม้าที่ 4,100 รอบ/ นาที (แรงบิดที่ 32.5 ฟุต-ปอนด์ที่ 4,000 รอบ/ นาที) ดูๆ แล้วอาจจะเป็นรถที่มีแรงทอร์คมากกว่ารถซิ่ง แต่เครื่องยนต์นั้นทำงานได้สมูท  อาการสั่นของเครื่องยนต์ก็มีให้รับรู้ได้บ้าง   ซึ่งจุดนี้ต้องยอมรับได้ว่า เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์สูบเดี่ยวช่วงชักยาวๆ ส่วนของระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยระบบหัวฉีดที่ตอบสนองได้ดี ให้อารมณ์การขับขี่ได้เหมือนกับรถรุ่นออริจินัล  แม้งเสียงที่สันดาปผ่านท่อไอเสียจะแปล่งๆหูไปบ้างก็ตามที แต่มันก็ได้ฟิลลิ่งการขับขี่ได้สนุก ปรับเช็ทได้มาอย่างตัวตัว เกียร์ต้น กระชากได้ดี 2-3 สามารถรีดรอบเครื่องได้เร็ว ก่อนที่จะขยับเข้าสู่เกียร์ 4-5 ที่ไหลได้แบบยาวๆ ทำให้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นนักแข่งยังไอย่างนั้น มาที่ระบบเบรกก็ต้องบอกว่า หนึบได้ใจ ซึ่งนั่นการันตีด้วย ชุดเบรกจากค่ายดังๆ อย่าง Brembo ยกยวง…Royal Enfield Continental GT ถือเป็นรถขนาดกลางที่ “ขับสนุก” และใช้งานได้ตามที่ต้องการ แต่ใช้งานในเมืองน่าจะเวิร์คที่สุด ทว่า หากจะใช้งานในไฮเวย์ก็ทำความเร็วได้มี่ขี้เหลล่ รูปแบบรถ “เรโทร สไตล์” กลับมารีแบรนด์ในจังหวะที่พอเหมาะ พอเจาะ นี่คือส่วนผสมใหม่ ที่ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปแจมกับธรรมเนียมในอดีต ขับสนุกroyal-enfield-gt-01

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : motorcycleusa.com

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแวดวงมอเตอร์ไซค์ได้แล้วที่นี่ ที่เดียว ครบทุกฟิลลิ่ง

รีวิว Royal Enfield รถสัญชาติอังกฤษที่ให้ความคลาสิคสุดๆ

royal-enfield-gt-01-new
Royal Enfield หนึ่งในแบรนด์ผู้ดีที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง คึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากกลุ่มผู้บริหารแบรนด์อเมริกันให้ความสนใจ และตัดสินใจที่จะทำการรีแบรนด์ เครื่องหมายการค้านี้อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้รูปแบบการผลิตรถมอเตอร์ไซค์แบบตั้งเดิม แต่ก็ไม่ได้ลืมที่จะใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปในรถสไลต์ วินเทจ คาเฟ่ร์ เรเซอร์  ที่หัวใจเครื่องยนต์เป็นแบบสูบโต ขนาดกลางที่ได้รับการจัดวางตำแหน่งได้อยากมีนัยยะนั่นเอง

royal-enfield-gt-02-new



ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ลงตัวและเหมาะสมทำให้ความนิยมมากในปี 1964 Royal Enfield Continental GT ถูกผลิตขึ้นในประเทศอินเดีย ภายใต้ข้อตกลงที่เข้มงวดของผู้ถือครองลิขสิทธิ์ของ Royal EnfieldUSA. การกลับมาครั้งนี้ มาพร้อมกับเสียงเรียกศรัทธาจากลูกค้ารุ่นเก่า และรุ่นใหม่ ที่หวังที่จะเลือกสรรพาหนะซิ่งๆ ในแบบที่ไม่ชินตามากเท่าไรในท้องตลาด ด้วยขุมพลังขนาดใหม่แบบ สูบโตๆ ขนาด 535 ซีซี 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศที่สามารถทำงานร่วมกับระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดที่รับประกันความมั่นใจด้วยระบบเบรกของ Brembo  แถมท้ายด้วยท่อไอเสียเท่ห์ๆ แบบเมกกาโฟน โครเมียม  เครื่องยนต์วัสดุอะลูมิเนียมทั้งก้อน (แบบเดิมๆ เสื้อเหล็ก/ ฝาสูบอะลูมิเนียม) ส่วนของถังน้ำมันเป็นแบบทรงรถแข่ง ที่มีความจุ 3.6 แกกลอน  ที่สามารถรองรับออกเทนได้ตั้งแต่ 87 ขึ้นไป ได้อย่างสบายๆ ด้วยระบบสตาร์ทไฟฟ้า แต่ใครที่อยากจะสัมผัสความคลาสิคก็มีระบบสตาร์ทเท้าแถมมาให้ เรียกได้ว่าสามารถเลือกสรรตามอารมณ์ความชื่นชอบได้เลย สำหรับเจ้า Royal Enfield Continental GT ให้มากับระบบขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์แบบ 5 สปีด  และยังคงขับเคลื่อนชุดหลังด้วยโซ่แบบรุ่นออริจินอล

royal-enfield-gt-03-new

ถัดมาที่เฟรมของ Royal Enfield Continental GT  ที่ต้องบอกเลยว่าได้รับการออกแบบมาเป็นแบบพิเศษ  โครงสร้างเฟรมตัวถังแบบนี้ที่เรียกกันว่า Featherbed” ได้รับการปรับใช้งานให้มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อแรงบิดได้แบบรอบทิศทาง  ซึ่งบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดังของอังกฤษ  ซึ่งจะแมทกับชุดช่วงล่างที่แน่นปิ๊กเลยทีเดียว โช้คเป็นแบบเทเลสโกปิกให้มาที่ขนาด 41 มม. สามารถให้ช่วงการยุบตัวได้สูงสุดถึง 4.3 นิ้ว  ในส่วนของทางด้านหลัง ให้มาเป็นโช้คคู่กระบอกแก๊สที่สามารถปรับการตั้งค่าแรงกดได้ ติดตั้งมาเป็นของ Paiolli ถูกเรียกมาบัญชาการ (ช่วงยุบตัวมากสุด 3.1 นิ้ว) เพราะเป็นซิ่ง มิติของล้อ 18 นิ้ว ส่วนของล้อได้เลือกใช้ล้ออะลูมิเนียมหน้ากว้างที่ห่อรัดด้วยยาง Pirelli Speed Demon แบบไร้ยางใน  ล้อหน้าขนาด 100/ 90 ส่วนล้อหลัง เบ่งขนาดขึ้นมาที่ 130/ 70 ที่ทำงานร่วมกับชุดเบรก Brembo จานโรเตอร์สแตนเลสขนาด 300/ 240 มม.

royal-enfield-gt-04-new

royal-enfield-gt-05-new

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : cb750cafe.com

ติดตาม รีวิว Royal Enfield รถสัญชาติอังกฤษที่ให้ความคลาสิคสุดๆ ตอน2 ตอนต่อได้ที่นี่