รีวิว Suzuki Gixxer 155 Double Disc (Specs Review)

suzuki-gixxer-155-double-disc-rear-3-quarter

จะต้องถือว่านี่คือรุ่นอัพเกรดจากตัว Gixxer 150 เดิม มาเป็น Suzuki Gixxer 155 Double Disc 2016 รถแนวสปอร์ต-เนกเกต ที่เดิมทีนั้นเบรคหลังใช้แบบดรัมเบรก แต่มาโมเดลนี้ก็เปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกหลังด้วยตามมาตรฐานของรถในคลาสนี้ปัจจุบันแล้ว เพื่อแข่งกับพวกคู่แข่งในคลาส 150 ที่ปัจจุบันนี้แรงๆ กันทั้งนั้นนั่นเอง รวมไปถึงสีสันใหม่ๆ ที่ออกมาไม่ซ้ำแบบเดิม เปิดตัวกันครั้งแรกในงาน Auto Expo 2016 ก็ลองมาดูด้วยกันว่าในส่วนของสเปคต่างๆ นั้นจะน่าสนใจแค่ไหน

เริ่มต้นกันที่ในส่วนขุมกำลังเครื่องยนต์ก่อนเลย เจ้า Gixxer 155 คันนี้ให้ความจุกระบอกสูบมาอยู่ที่ 154.9cc เรียกได้ว่ามาเกือบเต็ม 155 ตามชื่อรุ่นเลย พร้อมกับแรงม้าสูงสุดที่ 14.6 BHP ที่ 8,000 รอบ และทอร์คหรือว่าแรงบิดสูงสุดนั้นเท่ากับ 14 NM ที่ 6,000 รอบ เครื่องยนต์ทำงานแบบ 4 จังหวะ 1 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันแบบคาร์บูเรเตอร์ ขนาดกระบอกสูบเท่ากับ 56.0mm และช่วงชักเท่ากับ 62.9mm SOHC 2 วาล์ว ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 5 สปีด ใช้คลัทช์แบบเปียกซ้อนกันหลายแผ่น (Multi-plate) ดูจากตรงนี้แล้วถือว่าเทคโนโลยียังสู้กับพวกคู่แข่งในค่ายญี่ปุ่นเหมือนกันลำบาก เพราะว่าสเปคค่อนข้างจะย้อนยุคกันไปนิดนึง

ต่อมาในส่วนของช่วงล่างด้านหน้าเป็นโช๊คอัพแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นแบบโมโนโช๊คทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ในขณะที่ระบบเบรกนั้นด้านหน้าเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 266mm และด้านหลังก็เปลี่ยนมาใช้ดิสก์เบรกแทนดรัมเบรกจากรุ่นเดิม อย่างที่เกริ่นกันไปแล้วนั่นเอง ยางหน้ามีขนาด 100/80-17 ส่วนยางหลัง 140/60-17 เป็นแบบล้ออัลลอย ทูบเลส (ไร้ยางใน) และสำหรับมิติของตัวรถนั้นมีขนาดความยาว 2050 mm กว้าง 785 mm และสูง 1030 mm ระยะห่างระหว่งาใต้ท้องรถกับพื้นเท่ากับ 160 mm ความสูงเบาะ 780 mm และระยะฐานล้อ 1330 mm ตรงนี้ถือว่ามิติค่อยข้างกระชับ เน้นความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก ในขณะที่แฮนด์นั้นเป็นแบบแฮนด์บาร์ตามแบบฉบับของรถในแนวเนกเกตนั่นเอง และถังน้ำมันมีความจุอยู่ 12 ลิตรด้วยกัน และสตาร์ทมือ

สีมีให้เลือกทั้งหมดคือ Pearl Mirage White, Metallic Triton Blue, Glass Sparkle Black, Candy Antares Red และ Metallic Oort Gray สำหรับภาพรวมแล้วคงจะเหมาะกับแฟนๆ ค่ายซูฯ ทีต้องการรถในคลาสนี้มาขี่เล่นกันมากกว่าจะเน้นประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพราะรายละเอียดต่างๆ ยังสู้กับพวกคู่แข่ง (ค่ายญี่ปุ่นด้วยกัน) ลำบาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยสนนราคาที่ขายกันอยู่แค่ราวๆ 42,000 บาทเท่านั้น (ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นฐานในการผลิตรุ่นนี้) ก็ถือว่าไม่แพงแต่อย่างใด เพราะวัสดุและเนื้องานประกอบนั้นก็ยังถือว่าดีตามมาตรฐานของซูซูกินั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก maxabout.com

 
Paste your AdWords Remarketing code here