รีวิว Vespa Primavera (First Ride)

vespa-d-04
อย่างที่รู้ๆ กันว่า Vespa  เป็นหนึ่งในรถที่มีตำนานและมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหล  ด้วยความเป็นมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาลี  ไฟฟน้ากลมๆ สวยๆ เรือนไมค์ที่ดูแล้วสวยงามน่าสัมผัส  ถ้าจะมาเจาะลึกถึงตำนานของรถเวสป้าคงจะพูดกันยาวเป็นแน่  แต่สำหรับเจ้า Vespa Primavera คันนี้บอกเลยว่าจริงๆ แล้วมันเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1968 หรือเมื่อสิบห้าปีที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง  Vespa Primavera รุ่นใหม่นี้ ก็ยังคงไม่ทิ้งความคลาสสิครถร่วมสมัย  ที่ได้เสริมเอาเทคโนโลยีอันทันสมัยใส่เข้าไปในความมีเสน่ห์ของมันเสียนี่กระไร

vespa-d-05

และสำหรับรุ่นที่เราจะได้ทำการทดสอบการขับขี่นั้นเป็น Vespa Primavera ในครื่องยนต์ ขนาด 150 ซีซี ซึ่งทันทีที่เราได้ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมที่จะบิดออกตัว จะพบว่าในจังหวะการออกตัวสำหรับเครื่องยนต์ 150 ซีซีนี้ อัตราเร่งดูแล้วจะไม่ต้องรอรอบในแบบของรถ AT ทั่วไป ระยะการออกตัวและการเร่งแซงต่างๆ ก็ถือว่า ทำได้หวือหวาดจิ๊ดจ๊าดไม่น้อยเลยทีเดียว (อัตราการเร่งแซงอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงซึ่งในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการจราจรในแต่ละสถานการณ์อีกที) สำหรับการทดสอบระบบเบรกนั้น แน่นอนว่า ระบบเบรกหลังที่ให้มาเป็นแบบ ดรัมเบรก และระบบเบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกทำให้สามารถหยุดรถได้ค่อนข้างดี แต่ก็ทำให้รู้สึกถึงฟิลลิ่งเบรกที่หายไปบ้าง เพราะหลักๆ ก็เคยขับขี่แต่รถที่เป็นระบบดิสก์เบรกพร้อม ABS  แต่ถ้ามองในทางกลับกัน ด้วยตัวรถและซีซีแค่นี้กับระบบเบรกที่ให้มาก็ถือว่าเพียงพอเลยทีเดียว

สิ่งใหม่ที่ทางทีมงาน Vespa ตั้งใจและภูมิใจที่จะนำเสนอเป็นอย่างมาก  ก็คงจะเป็นในเรื่องของระบบกันสะเทือนแบบใหม่  ซึ่งเป็นลักษณะของสวิงอาร์ที่มีสองแกน  และมีสองจุดหมุน  โดยส่วนหน้าจะเป็นสไตล์ปกติอยู่แล้วของรถ Vespa  ที่จะมีลักษณะของก้านที่ยื่นออกมา แต่จะมีส่วนที่เข้าไปเพิ่มเติมในส่วนของการติดตั้งโช้คเข้าไปอีก  ในส่วนนี้ทางทีมงานเคลมไว้ว่า สามารถที่จะช่วยลดแรงการกระแทกส่งมาถึงเบาะนั่งได้มากถึง 40%

vespa-d-06

โดยความรู้สึกรวมๆ แล้ว เจ้า Vespa Primavera คันนี้ถือว่าให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่นุ่มนวลมากๆ สำหรับรถสกู๊ตเตอร์ ขนาดเครื่อง 150 ซีซี  ซึ่งหากใครเคยได้ลงนั่งหรือขับขี่เจ้า Vespa รุ่นเก่าๆ จะรู้สึกและเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจนในเรื่องของระบบกันสะเทือนนั่นเอง  มาต่อกันในเรื่องของเบาะนั่งที่ให้มาก็ดูๆ ผ่านตาถ้าดูในรูปเหมือนมันจะให้ความเพียวบาง  แต่พอมาดูของจริงเท่านั้นแหละ ถือว่ามันทำเบาะนั่งได้หนา  หลังจากที่ขับขี่ไปได้สักชั่วโมง  ก็มีความรู้สึกว่าอยากจะย้ายตำแหน่งของท่านั่ง  การปรับเปลี่ยนตำแหน่งก็ยังคงไว้ซึ่งความรู้สึกนั่งขับขี่ได้อย่างสบายเหมือนเดิม

vespa-d-08

ในการทดสอบการขับขี่ในเมืองนั้น ด้วยการจราจรที่ถือว่าคับคั่ง  มีรถที่วิ่งกันอยู่อย่างต่อเนื่อง ซอกแซกไปไหนมาไหนได้สะดวกเลยทีเดียว  ในเรื่องของระบบระบายความร้อน เป็นแบบการระบายความร้อนด้วยอากาศ บล็อคเครื่องยนต์แบบสูบเดี่ยว วาล์ว 3 วาล์ว พร้อมขนาดกระบอกสูบและช่วงชักใหม่ พร้อมระบบลดแรงเสียดทาน ซึ่งทาง Vespa กล่าวว่าลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้มาก การันตรีกันไว้ที่ 64 กิโลเมตร / ลิตรเลยทีเดียว และหากจะเทียบชั้นกับรถมอเตอร์ไซค์คันอื่นๆ ถือว่าเจ้า Vespa Primavera ด้วยรูปลักษณ์และชื่อชั้นที่ดีกว่าอย่างแน่นอน และในเมืองจากการทดสอบความเร็วที่ทำได้นั้นจะอยู่ในช่วง 70-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  และคิดว่าถ้าเป็นการขับขี่ที่ถนนโล่งกว่านี้อาจจะทำได้ถึง 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยก็ว่าได้

ความแตกต่างของเจ้า Vespa Primavera 125 กับ Vespa Primavera 150 นั้นจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของตัวเครื่องยนต์  ซึ่งในบล็อค 125 นั้นจะมีกำลังแรงม้าอยู่ที่ 10.7 แรงม้า แต่ถ้าในรุ่นพี่อย่าง 150 ซีซี ก็จะอยู่ที่ 12.9 แรงม้า ซึ่งถ้าเทียบแล้ว ในเรื่องของการออกตัวจะทำได้ดีกว่า แต่ในเรื่องของการเร่งแซงอาจจะต้องทำความคุ้นเคยกับกันเสียก่อนสักนิด

vespa-d-02

สำหรับการทดสอบ รู้สึกว่ามันให้ความมั่นใจได้ดี  อาจจะมีบ้างในบางครั้งที่ถนนลื่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะด้วยแรงม้าที่มีเพียงหลัก 10 ทำให้มันไม่สามารถที่จะเหวี่ยงตัวเองได้แต่ประการใด อาจจะเกิดขึ้นเพราะระบบกันสะเทือนแบบแกนคู่หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร

และใครที่กำลังมองหาเจ้าสกู๊ตเตอร์ไว้ขับขี่ในเมือง ดูไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป น่ารักๆ สักคัน  ผมถือว่าคันนี้ตอบโจทย์ได้ดี  หากไม่มองในเรื่องของราคา ซึ่งถ้าจะไปเทียบกับรถค่ายญี่ปุ่นหลายๆ ค่าย ก็คงจะเป็นคนละฟิลลิ่งกันไป เพราะแน่นอนว่าเจ้า Vespa Primavera 125 คันนี้มันได้เปรียบในเรื่องของดีไซน์และความคลาสสิค  ตัวถังที่ผลิตมาเป็นเหล็ก มีความคงทนในเรื่องของอายุการใช้งานอย่างแน่นอน และจากการขับขี่ในเมืองที่ต้องบอกว่าสนุกไม่น้อย แทบจะไม่อยากจะเอาเท้าลงจากมอเตอร์ไซค์ไปแตะที่พื้นถนนกันเลยทีเดียว ส่วนใครที่เคยขับเจ้า Vespa LX รุ่นเดิมจะมีความรู้สึกว่า Vespa Primavera จะมีพื้นที่สำหรับการวางเท้าที่แคบกว่าเดิม

vespa-d-01

อย่างที่กล่าวกันไปในตอนต้นแล้วว่า Vespa ถือมารถมอเตอร์ไซค์ค่ายเดียวที่ทำรถสกู๊ตเตอร์ด้วยเหล็กทั้งคัน ซึ่งเป็นแผ่นเหล็กแบบ โมโนค๊อก แต่ถ้าหกเป็นรุ่นที่ไม่ใช่ตัวดั้งเดิม ในบางส่วนก็จะมีชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกอยู่เยอะเหมือนกัน ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า Vespa สามารถอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ผสมผสานความล้ำสมัยเข้าไปได้อย่างลงตัว  แต่ก็อยู่ที่ผู้ซื้อเองเหมือนกัน ว่าอยากจะได้รถแนวนี้หรือไม่ เพราะด้วยต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้ราคาค่าตัวก็ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

vespa-d-07

สำหรับเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องของสวิสท์ต่างๆ ที่อยู่บนแฮนด์ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมกับตัวราคาค่าตัวสักเท่าไร  ปุ่มต่างๆ ช่องเก็บของก็มีการดีไซน์ได้สวยงามแต่อาจจะเล็กไปสักนิด  UBox ใต้เบาะนั่งก็สามารถเก็บหมวกกันน็อคได้

สำหรับราคาค่าตัวของเจ้า Vespa Primavera คันนี้ อาจจะเริ่มต้นในรุ่น 125 ที่สูงไปนิดสำหรับความคิดเห็นของบางคน  แต่สำหรับความคลาสสิคและความเป็นตำนานของมัน บวกกับวัสดุที่ใช้ในการผลิต ผมว่ามันคุ้มค่าไม่น้อยเหมือนกันนะครับ

Vespa Primavera สำหรับในรุ่น 125 ซีซี สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 95,400 บาท
Vespa Primavera สำหรับในรุ่น 150 ซีซี สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 115,900 บาท

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : sip-scootershop.com