วัดจากความรู้สึกจริง New Honda CB150R คุ้มค่าและน่าใช้หรือไม่

1

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายต่อหลายคนไม่ว่าจะซื้อมาแล้วหรือว่ายังไม่ได้ซื้อ หรือแม้แต่กำลังเล็งๆ เจ้า  New Honda CB150R อยู่ก็ตาม จะต้องได้รับข้อมูลในหลายๆ กระแสในช่วงนี้ นับตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการมาได้ก่อนหน้านี้ไม่นาน และทาง GreatBiker เองนั้นก็ได้นำเสนอข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงล่าสุดที่เรามีผลการทดสอบจากการขับขี่ในสนาม R&D มาฝากกัน แต่อย่างไรก็ตามวันนี้เราจะมานำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือในเรื่องของการนำ CB150R มาใช้งานในชีวิตจริง กับการขับขี่บนสภาพท้องถนนบ้านเราจริงๆ รวมไปถึงพวกฟีเจอร์ต่างๆ ที่ให้มากับตัวรถนั้น เวลาใช้งานจริงเป็นอย่างไรบ้าง ผ่านความรู้สึกของทางแอดมินในรูปแบบภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ว่ากันตรงๆ

สัมผัสในการขับขี่, ท่วงท่า, ความสมดุลย์และมิติของตัวรถ

เราจะข้ามพวกเรื่องสเปคที่เป็นตัวเลขต่างๆ ไป เพราะเชื่อว่าเพื่อนๆ จะสามารถหาอ่านกันได้อยู่แล้ว แต่จะมาเริ่มเจาะกันในเรื่องของฟีลลิ่งในการขับขี่จริงกันเลย โดยหลักการแล้วตัวรถ CB150R คันนี้ได้รับการออกแบบมาให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำอยู่ภายใต้เท้าของผู้ขับขี่ และสร้างความสมดุลย์ในแนวดิ่งตั้งแต่ศีรษะของผู้ขับขี่ไล่ลงมาที่แบตเตอร์รี่ซึ่งวางไว้ใต้ถังน้ำมัน, เครื่องยนต์, ท่อที่ออกแบบมาให้ปลายสั้น ทำให้การควบคุมรถนั้นเป็นไปได้แบบธรรมชาติมากๆ ไม่จำเป็นจะต้องดีไซน์ท่านั่งเพื่อหาจุดสมดลุย์แต่อย่างใด ส่งผลให้ความคล่องตัวของการขับขี่ในท่าปกติ, ซอกแซก, การมุด หรือเข้าโค้งนั้นทำความคุ้นเคยได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นโค้งปกติหรือว่าโค้งไฮสปีด แม้กระทั่งการขับขี่รถคันนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากบางอย่าง เช่นในเรื่องของแบตเตอร์รี่ที่ถอดเปลี่ยนยากกว่าปกติ (แต่ก็ยังดีที่นานๆ ถึงจะเปลี่ยนกันที) สำหรับมิติของตัวรถนั้นค่อนข้างจะสูงพอประมาณ แต่น้ำหนักตัวรถค่อนข้างเบามาก ทำให้คอนโทรลรถก่อนสตาร์ทเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นตอนเข็นหรือจูง ได้ง่ายๆ

เครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนามาใหม่เอี่ยม เป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับในเรื่องของเครื่องยนต์ขนาด 150cc แบบ 1 สูบลูกนี้นั้น เพื่อนๆ น่าจะทราบกันแล้วว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งยังไม่เคยใช้กับรถในคลาสนี้คันไหนมาก่อนเลย ฟีลลิ่งแรกหลังจากที่สตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว เสียงของเครื่องยนต์นั้นดุดันและแน่นมากๆ จนรู้สึกได้ว่ารถ 150cc คันอื่นๆ ของ Honda เองนั้นเสียงไม่กระหึ่มขนาดนี้ อันนี้ถือว่าเป็นความประทับใจแรกเลย ต่อมาในเรื่องของอัตราเร่งนั้นสรุปสั้นๆ ง่ายๆ ว่า 0-120 ทำได้แบบดีงาม ประทับใจมาก แต่หลังจาก 120-130 ขึ้นไปมีอาการตื้อบ้างเล็กน้อย ตรงนี้ต้องถือว่ายังเป็นข้อจำกัดของรถแบบ 1 สูบ แต่ถ้าชินกับความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนเกียร์และรอบเครื่องยนต์ (ซึ่งมีชิฟท์ไลท์ช่วย ที่จะว่ากันในหัวข้อต่อไป) ก็สามารถสนุกกับความเร็วในย่านนี้ได้เต็มๆ ส่วนความเร็วปลายนั้นอยู่ที่ประมาณ 134-140 ขึ้นอยู่กับสรีระของผู้ขับขี่และปัจจัย

ฟีเจอร์ต่างๆ ที่ให้มานั้น ติดมาแค่เท่ๆ หรือใช้งานได้อย่างจริงจัง

อย่างที่ทราบกันดีว่า CB150R คันนี้นั้นแบ่งออกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ (ไม่นับรุ่นที่ตกแต่งพิเศษต่างๆ ) ก็คือรุ่นธรรมดา และ ABS ซึ่งพวกฟีเจอร์ต่างๆ จะเหมือนกันทั้งหมดยกเว้นแต่ระบบ ABS + G-Sensor เท่านั้น ดังนั้นแล้วเราจะมาเริ่มกันที่ฟีเจอร์ตัวแรกที่โดดเด่นอย่างระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ยักษ์ ที่จะต้องบอกว่าใหญ่ที่สุดในคลาส 150cc ในท้องตลาดตอนนี้ก็ว่าได้ ซึ่งมันคือไซส์เดียวกันกับ Honda X-ADV รถบิ๊กไบค์แนวครอสโอเวอร์ในคลาส 750cc เลยทีเดียว ดังนั้นแล้วเมื่อมันมาอยู่ในคลาส 150 อย่างนี้ เพื่อนๆ หลายคนอาจจะมองว่ามันเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า หรือใส่มาให้ราคารถมันแพงขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ซึ่งเราจะเล่าให้ฟังว่า มันซับแรงสะเทือนจากการขับขี่ทุกรูปแบบได้อย่างน่าประทับใจ จากการทดลองขี่จริงไม่ว่าจะเป็นลูกคลื่น, ลูกระนาด หลุม-บ่อ หากว่าไม่หนักหนามากเกินไปจริงๆ ก็สามารถวิ่งรูดไปได้เลยเหมือนกัน มาต่อกันที่เรื่องของแฮนด์รถ ที่เป็นแฮนด์บาร์แบบกว้าง ซึ่งหยิบยกเอามาจาก Honda Africa Twin รถทรูแอดเวนเจอร์ในคลาส 1,000cc ซึ่งในครั้งแรกที่เห็นหรือลองจับดูนั้น ถือว่าค่อนข้างมีองศาแฮนด์ที่กว้างและใหญ่กว่ารถคลาสนี้คันอื่นๆ แบบเห็นได้ชัด ซึ่งหลังจากที่วิ่งกันไปทั้งวันแบบต่อเนื่องยาวๆ ไม่มีพัก ข้อดีที่สุดของแฮนด์แบบนี้ก็คือไม่รู้สึกเมื่อยข้อมือเลย อันนี้คือไม่เมี่อยเลยจริงๆ ต้องขอย้ำ ส่วนหนึ่งนอกจากลักษณะของแฮนด์แล้ว เป็นอานิสงมาจากเรื่องของระบบกันสะเทือนอย่างที่เกริ่นไปแล้วด้วย ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ข้อมือของเรานั้นไม่ต้องรับภาระของแรงสะท้านจากเบื้องล่างแต่อย่างใด อันนี้ชอบมากๆ แต่มันก็ทำให้เราต้องจับจังหวะใหม่เวลาที่จะมุดผ่านช่องว่างระหว่างรถยนต์แบบแคบๆ หากไม่ระวังอาจจะไปเกี่ยวโดนกระจกรถได้ เพราะความกว้างของแฮนด์ที่กว้างมากกว่าปกติไปบ้างนั่นเอง

ต่อมาในเรื่องของระบบเบรกแบบเรเดียลเมาท์ ทำงานร่วมกับโฟลตติ้งดิสก์สำหรับรุ่นธรรมดา ตรงนี้ถือว่าเอาอยู่สบายๆ สำหรับการใช้งานแบบปกติในชีวิตประจำวัน ในเมือง เพราะว่าระยะเบรกสั้น กะระยะได้ง่าย แต่ความพิเศษของรุ่น ABS ที่นอกจากจะตอบสนองต่อการเบรกกระทันหันได้เป็นอย่างดีแล้ว ตัว G-Sensor ที่เป็นระบบสำคัญจาก Honda CBR1000RR ที่จะช่วยเกลี่ยแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลย์กัน โดยที่เราไม่ต้องคอยกังวลการลงน้ำหนักระหว่างเบรกทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาคับขัน ตรงนี้เหมาะมากๆ สำหรับการวิ่งแบบยาวๆ ต่อเนื่อง หรือไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยบ่อยๆ อย่างสายท่องเที่ยว ที่เราอาจจะมีโอกาสได้ใช้ระบบ ABS มาเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องของโซ่ที่ติดรถมานั้นเหมือนกับว่าจะหย่อนง่ายไปนิดนึง อาจจะต้องตั้งกันบ่อยๆ หากว่าตั้งใจจะใช้งานรถคันนี้แบบหนักๆ ต่อเนื่องทุกๆ วันอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นโซ่ที่เกรดดีกว่านี้ ส่วนเรื่องยางรถด้านหลังที่ให้มามีขนาดใหญ่มากถึง 150 ซึ่งบอกเลยว่าพื้นที่ในการเข้าโค้งไฮสปีดนั้นเยอะมากๆ ในการแบนหน้ายาง ทำให้เข้าได้อย่างมั่นใจ แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขี่แบบจิมคาน่าอาจจะไม่คุ้น เพราะหน้ายางที่ใหญ่ทำให้พลิกโค้งถี่ๆ ได้ช้ากว่า แต่การใช้งานโดยทั่วไปถือว่าดีมาก

มาต่อกันที่ในเรื่องของหน้าจอแสดงผลบ้าง ตรงนี้นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของรถรุ่นนี้นั่นก็คือในเรื่องของหน้าจอแสดงผลแบบ Fully Digital ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับในยุคนี้ แต่ความพิเศษจริงๆ ก็คือในเรื่องของไฟบอกตำแหน่งเกียร์ ที่ช่วยให้มือใหม่นั้นไม่หลงเกียร์ รวมไปถึงคนที่ขี่มาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังคงชอบเผลอไปเข้าเกียร์ 7 อยู่ และก็ไฟชิฟท์ไลท์ หรือว่าไฟที่คอยกระพริบเตือนเราเวลาที่ถึงรอบที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนเกียร์แล้ว ตรงนี้จะช่วยให้เราไม่เข้าเกียร์เร็วไปหรือช้าไป ซึ่งจะส่งผลให้การไต่ความเร็วนั้นทำได้อย่างไหลลื่นและรีดประสิทธิภาพของแต่ละเกียร์ให้ออกมาได้มากที่สุดนั่นเอง ตรงนี้ที่ขอชมก็คือการวางตำแหน่งของการแสดงผล 2 ส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน โดยที่เราแค่เหลือบๆ ตามองก็จะเห็นทั้งตัวเลขตำแหน่งเกียร์ และก็ไฟชิฟท์ไลท์แบบง่ายๆ ไม่ต้องเพ่งให้เสียสมาธิต่อการมองรถด้านหน้า ส่วนการแสดงผลอื่นๆ ก็มีมาอย่างครบครันอย่างส่วนการแสดงผลอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันนั้น ที่ทางแอดมินทดสอบวิ่งกันแบบอัดและเค้นลากรอบกันแบบเต็มๆ ไม่ได้คำนึงถึงการประหยัดแต่อย่างใด เพราะต้องการทดสอบอะไรหลายๆ อย่าง เลยทำตัวเลขได้ที่ประมาณ 31 กม. ต่อลิตร ซึ่งเชื่อว่าหากวิ่งกันแบบปกติจะได้ราวๆ 35 กม. ต่อลิตร หรือถ้าขี่แบบช้าๆ เน้นๆ ประหยัดอาจได้ถึงราวๆ 38 กม. ต่อลิตร

บทสรุป เหมาะกับใครบ้าง? แล้วตกลงคุ้มหรือไม่คุ้ม?

New Honda CB150R นั้นเป็นรถทรงสปอร์ตเนกเกตที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง หรือในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ดังนั้นแล้วใครก็ตามที่ยังคงใช้ชีวิตประจำวันในลักษณะนี้ก็สามารถใช้งานได้หมดเลย ตั้งแต่วัยรุ่นวัยเรียน วัยทำงานตอนต้น หรือผู้ใหญ่ ซึ่งที่นี้ประเด็นมันก็น่าจะอยู่ที่ราคานี่แหล่ะ ที่หลายๆ คนอาจจะกำลังกังขาอยู่ว่ามันสูงเกินไปกว่ารถ 150cc ปกติหรือเปล่า คำตอบง่ายๆ ก็คือสูงกว่าแน่นอน แต่ถ้าเราจะแยกเอาอุปกรณ์แต่ละอย่างของเจ้า CB150R คันนี้ออกมานับราคากันเป็นชิ้นๆ และบวกกับตัวรถเนกเกต 150cc แบบปกติสักคัน รับรองว่าราคาค่าตัวมันก็จะเกินกว่าที่เป็นอยู่ไปเยอะอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าถามว่าคุ้มหรือเปล่า แอดมินบอกได้เลยว่า “คุ้มมาก” เพราะของอุปกรณ์แต่ละอย่างที่ติดตั้งมาให้เป็นพิเศษนั้น มีประโยชน์ต่อการขับขี่จริงทุกชิ้น ช่วยให้เราขี่ได้สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากไม่คิดว่าพวกของต่างๆ เหล่านี้จะจำเป็นต่อการใช้งานในสไตล์ส่วนตัวของเรา ก็ไม่แปลกที่จะมองว่า “ราคาสูงไป” ดังนั้นแล้วก็ต้องถามตัวเองให้ดีว่าหากต้องการแค่รถ 150cc ปกติอาจจะต้องมองตัวเลือกอื่น แต่ถ้าต้องการฟีลลิ่งบางอย่างแบบเดียวกับการขี่บิ๊กไบค์ แต่ไม่ต้องการขี่รถที่ cc สูงมากนัก อาจจะด้วยส่วนตัวขี่ไม่เร็วมากจนเกินไป และต้องการประหยัดน้ำมัน บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์และแฟชั่นบางอย่างที่โดดออกมาจากรถ 150 ธรรมดาทั่วไป เจ้า New CB150R นั้นเป็น “คำตอบที่ใช่ที่สุด” อย่างแน่นอน

ขอบคุณรถจาก บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด สำหรับการทดสอบในครั้งนี้