เทคนิคการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากเบื้องต้น

dirt-bike-theme-wx1

การขับขี่มอเตอร์ไซค์ในรูปแบบของทางฝุ่นนั้น หลายคนอาจจะมองว่ายากเกินไปที่จะขับขี่ แต่จริงๆ แล้วมันมีเทคนิคและพื้นฐานจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่แทบจะไม่แตกต่างกัน วันนี้ทีมงาน GreatBiker จะขอบอกเล่าถึงเทคนิคเล็กๆ น้อยก่อนการลงขับขี่ในเส้นทางวิบากสำหรับผู้เริ่มต้นกันครับ



เตรียมตัวให้พร้อม
สิ่งแรกที่เราควรจะมีก่อนเลยก็คือรถมอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ในการขับขี่ที่สำคัญๆ เลยคือ หมวกกันน็อคและรองเท้าวิบาก ศีรษะนั้นเป็นส่วนที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้อง และหมวกกันน็อคก็มีหลากหลายรูปแบบตามการใช้งาน สังเกตุได้ง่ายๆ ว่าหมวกกันน็อคในรูปแบบของเส้นทางวิบากนั้นจะมีส่วนที่ปิดปากที่ยื่นยาวออกไปกว่าหมวกในรูปแบบอื่นๆ นั้นก็เพราะว่ามันจะปะทะกับพื้นหรืออุปสรรคก่อนที่จะมาถึงใบหน้าของเรานั้นเอง รวมไปถึงรองเท้าที่มีความแข็งกว่ารองเท้าทางเรียบและมีส่วนของการ์ดหน้าแข้งเพื่อป้องกันบริเวณหน้าแข้งของเรานั้นเอง ส่วนของถุงมือนั้นอาจจะใช้ถุงมือแบบบางหรือที่ไม่เทอะทะมากไป เลือกเอาที่เราคิดว่ามันกระชับที่สุด เพราะด้วยทางฝุ่นที่เน้นในเรื่องของโคลนนั้นมือเรามีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการรูดไปกับพื้นถนน

 

เตรียมใจให้พร้อม
ทุกครั้งที่ขึ้นรถเตรียมใจไว้ได้เลยครับ มีล้มแน่นอน การล้มในสไตล์ของรถวิบากนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ และด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากนัก การล้มแต่ล่ะครั้งไม่ทำให้เพื่อนๆ เจ็บได้หากมีอุปกรณ์ที่ดีและสวมใส่อย่างถูกต้อง ประเด็นก็คือต่อให้มือโปรขนาดไหนเจอเส้นทางที่ยากมาขนาดไหนแล้วก็ตาม บนทางวิบากนั้นสามารถทำให้เพื่อนๆ ล้มได้อยู่ดี ดังนั้นแล้วหากจะล้มก็ล้มเลยครับไม่ใช่เรื่องแปลก

 

เลือกรถให้เหมาะกับตัวคุณ
การเลือกรถมอเตอร์ไซค์วิบากเองก็เป็นส่วนสำคัญ ความมั่นใจในตัวรถที่มีต่อผู้ขับขี่นั้นสำคัญที่สุด ทั้งนี้ในตลาดบ้านเราตอนนี้มีรถมอเตอร์ไซค์ในแนวนี้วางขายอยู่ไม่มากนักดังนั้นเพื่อนๆ ก็สามารถตัดตัวเลือกที่มีออกไปได้อย่างง่ายดาย และเลือกรถที่เหมาะสมกับเราไม่ว่าจะเป็นในด้านของกำลังเครื่องยนต์ ส่วนสูงและรูปแบบ

ทำความเข้าใจเรื่องรอบเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ในรถแต่ล่ะรุ่นนั้นมีขีดจำกัดที่แตกต่างกัน โดยรถในแนววิบากนั้นจะเน้นที่อัตราแรงบิดเป็นส่วนใหญ่ เน้นแรงต้นในการออกตัวเป็นหลังไม่ต้องถามถึงเรื่องของ Top Speed เลยว่าคันนี้วิ่งถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือไม่ เพราะเพื่อนๆ คงไม่มีใครทำความเร็วได้เกิน 100 บนเส้นทางวิบากอย่างแน่นอน การเดินรอบเครื่องยนต์  คันเร่ง และเกียร์นั้นต้องให้ความสัมพันธ์กันอย่างมากที่สุด เพราะว่าการเดินรอบที่ต่ำเกินไปอาจจะไม่ช่วยพาคุณผ่านอุปสรรคไปได้แต่จะฉุดเพื่อนๆ ให้ล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นซะมากกว่า

เตรียมองค์ประกอบร่างกาย
การจัดองค์ประกอบร่างกายในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ทางเรียบพอสมควรแต่ก็ไม่ถึงกับแปลกแยกไปเลย เริ่มที่การวางเท้าโดยปกติเราจะวางเท้าไว้อยู่ในตำแหน่งเหนือคันเกียร์และเบรกหลังไว้เสมอๆ แต่ในการขับขี่รูปแบบวิบากนั้นปลายเท้าทั้งสองข้างของเราจะต้องจิกอยู่ที่พักเท้า ห้ามวางเท้าบนคันเกียร์และเบรกโดยเด็ดขาด เนื่องจากรองเท้าที่เราใส่นั้นมีความหนากว่าปกติซึ่งมันอาจจะไปเตะโดนส่วนใดส่วนหนึ่งได้ ส่วนในเรื่องของการใช้เบรกให้เน้นไปที่เบรกหน้า 70 % ซึ่งมันจะใช้งานหนักกว่าในรูปแบบของทางเรียบ ท่านั่งนั้นต้นชาต้องกระชับหนีบตัวถังไว้ตลอดเวลาที่เรานั่ง แต่ในรูปแบบของการขับขี่นั้นการยืนจะใช้มากกว่าการนั่งถึง ครึ่งต่อครึ่ง ลำตัวอาจจะต้องโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนและศอกต้องกางออกอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดผิดจากการขับขี่ในทางเรียบ ก็เพราะว่าการควบคุมรถและการถ่ายเทน้ำหนักจะอยู่ด้านหน้าเสมอ

dirtbike moto motocross race racing motorbike honda r

การเข้าโค้ง
การเข้าโค้งในรูปแบบของรถวิบากนั้น จะต้องมีการแหย่เท้าไปในด้านนอกของโค้งเสมอยกตัวอย่างหากเราจะโค้งขวาต้องมีการสไลด์สะโพกของเราเทมาด้านซ้ายและยื่นเท้าขวาชี้ไปด้านหน้าเพื่อการปรับสมดุลของตัวรถที่ดีและง่ายต่อการควบคุม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วและอัตรารอบของเครื่องยนต์ในโค้งนั้นๆ ด้วยนะครับ การใช้เกียร์และเอนจิ้นเบรกก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน

การข้ามอุปสรรค
อุปสรรคในเส้นทางวิบากมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นรากไม้ ก้อนหิน โคลน หรือแม้กระทั่งหนองน้ำ การยืนบนรถเพื่อผ่านอุปสรรคนั้นๆ เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างแรก ยกตัวอย่างมีรากไม้ขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าของรถ เราก็ทำการยืนขึ้นถายน้ำหนักไปด้านหลังเล็กน้อยให้ล้อหน้านั้นมีน้ำหนักที่เบาขึ้นจากการกระจายน้ำหนักและพอล้อหน้าผ่านไปได้ก็โน้วตัวมาข้างหน้าเพื่อการถ่ายเทน้ำหนักไปลงที่ล้อหน้าอีกครั้งเพื่อให้ล้อด้านหลังเบาและสามารถผ่านอุปสรรคไปได้ รอมไปถึงทางที่เป็นทราย การยืนและถ่ายน้ำหนักไปที่ด้านหลังจะช่วยให้ล้อหน้านั้นเบาสามารถวิ่งแซะผ่านกองทรายไปได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ความเร็วและรอบของเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน การขึ้นและลงเนินหรือทางลาดเอียง การยืนและถ่ายเทน้ำหนักก็เป็นส่วนสำคัญที่จะให้เพื่อนๆ สามารถผ่านไปได้ โดยการถ่ายเทน้ำหนักนั้นจะต้องทำการถ่ายเทไปในทิศทางที่เราจะไปเช่นการขึ้นเนิน เราต้องถ่ายเทน้ำหนักไปที่ด้านหน้า หากถ่ายไปด้านหลังด้านหน้าของรถจะมีน้ำหนักที่เบากว่าด้านหลังและจะทำให้เกิดอาการหน้ายกเพราะน้ำหนักด้านหลังที่มีมากกว่า ส่วนการลงเนินก็ให้ใช้หลักการเดียวกันคือถ่ายเทน้ำหนักไปที่ด้านหลังเพื่อให้ด้านหลังที่มีสมดุลหากเราถ่ายเทน้ำหนักไปด้านหน้ามากเกินไปและเกิดเผลอไปกำเบรกมือเข้ารับรองว่ามีหงายคว่ำอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลด้านเทคนิคเล็กน้อยที่ทางทีมงาน GreatBiker นำมาฝากเพื่อนๆ กัน แต่เทคนิคเหล่านี้จะไร้ประโยชน์หากเราทำได้เพียงแต่อ่านและไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ยังไงเพื่อนๆ เอาไปลองทำกันนะครับแล้วจะรู้ว่าการขับขี่บนเส้นทางวิบากนั้นเป็นอะไรที่สนุกไปอีกแบบ

ขอบคุณรูปภาพจาก 4therider.com