ไขข้อข้องใจระบบส่งกำลังสุดท้าย

092616-askmoanything-2016-yamaha-m1-rossi-DID-chain-1024x708

ระบบส่งกำลังสุดท้ายหรือ Final Drive ในรถมอเตอร์ไซค์นั้นจะมีด้วยกันสามแบบ ประกอบไปด้วย “Chain” ระบบโซ่ “Belts” สายพานและ “Shafts” หรือระบบเพลาขับ โดยระบบ Final Drive นั้นจะทำงานเป็นส่วนประกอบของการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหลังเพื่อทำการผลักตัวรถไปข้างหน้า โดยสามรูปแบบนี้ มีความแตกต่างและข้อดีข้อเสียอย่างไร เราไปดูกันครับ

“Chain” หรือระบบโซ่
ระบบส่งกำลังสุดท้ายนี้ เราจะคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เพราะพบเจอได้มากในรถมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน โดยการใช้งานระบบส่งกำลังสุดท้ายเริ่มใช้งานมาตั้งแต่ศตวรรษที่16 โดยนักพัฒนาระดับโลกอย่าง Leonardo Da Vinci แต่ระบบโซ่ลูกกลิ้งหรือ Chain Roller นั้นถูกจกสิทธิบัตรโดย Hans Renold วิศวกรชาวสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1901

โดยข้อดีของระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่นั้นสามารถส่งกำลังจากเครื่องยนต์ถึงล้อหลังได้ถึง 98% ของพละกำลังเครื่องยนต์ สามารถทนทานต่อแรงบิดสูงและการเค้นดึงได้เป็นอย่างดี การติดตั้งหรือถอดเปลี่ยนทำได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงง่ายต่อการปรับตั้งค่าอัตราส่วนการส่งกำลังเพียงเปลี่ยนขนาดของเฟืองท้ายเพื่อนๆ ก็จะสามารถปรับอัตราเร่งจากเครื่องยนต์ได้อย่างง่ายดาย

ส่วนเรื่องของข้อเสียนั้นตัวโซ่ต้องทำการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ต้องหมั่นทำความสะอาดและใช้น้ำยาหล่อลื่นเพื่อเสริมประสิทธิภาพของการทำงาน มีระยะเวลาในการใช้งานที่ไม่ยาวนานนัก การทำความสะอาดโซ่นั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร อีกทั้งยังเป็นงานที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน จึงทำให้ผู้ใช้งานส่วนมากละเลยการทำความสะอาดโซ่ หรือหากเราเลือกใช้สารหล่อลื่นผิดประเภทหรือใช้มากไปก็จะทำให้เกิดอาการรูดของโซ่ซึ่งส่งผลอันตรายต่อการขับขี่เป็นอย่างมาก

“Belts” หรือระบบสายพาน ระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยสายพานนั้นมักจะพบในรถมอเตอร์ไซค์แนว Cruiser โดยเฉพาะจากฝั่งอเมริกาทั้ง Harley-Davidson หรือ Indian ซึ่งในปัจจุบันระบบสายพานนั้นถูกปรับแต่งมาใช้ในรถมอเตอร์ไซค์ออโต้ขนาดเล็กตั้งแต่ 110 – 250 ซีซี โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กจากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ


ระบบสายพานในรถออโต้

ข้อดีของระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยสายพานคือ ดูแลรักษาได้ง่ายหรือแทบที่จะไม่ต้องดูแลอะไรมันเลย เพราะส่วนของสายพานนั้นจะป้องกันการเจอกับหิน ดิน ทราย ด้วย Hosing  ไม่ต้องใช้สารหล่อลื่นใดๆ ทั้งสิ้น การดูแลรักษาไม่ยุ่งยากจนน่ารำคาญเหมือนกับระบบโซ่ และสายพานสร้างเสียงรบกวนที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับระบบส่งกำลังสุดท้ายอื่นๆ อายุการใช้งานยาวนานตัวอย่างเช่น Harley-Davidson แนะนำให้ทำการเปลี่ยนสายพานในทุกๆ 90,000 กิโลเมตรชนิดที่เรียกได้ว่าขี่กันจนลืมไปเลย

ส่วนข้อเสียของระบบสายพาน การติดตั้งหรือถอดเปลี่ยนนั้นทำได้ค่อนข้างยาก ต้องใช้ผู้ชำนาญการ บางรุ่นต้องถอดล้อออกเพื่อทำการเปลี่ยนหรือซ่อมแซมเลยทีเดียว ในส่วนของรถที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาแล้วมีระบบส่งกำลังด้วยสายพานนั้นจะเปลี่ยนเกียร์ได้ยากกว่าระบบโซ่ เพราะความแข็งของสายพานที่จะส่งผลต่อคันเกียร์โดยตรง และที่สำคัญคือราคาของสายพานนั้นมีราคาที่สูงกว่าโซ่เมื่อเปรียบเทียบความยาวที่เท่ากันแต่ถ้านับว่าเราจะต้องเปลี่ยนมันในทุกๆ 90,000 กิโลเมตรแล้วล่ะก็ ตรงนี้ก็อาจจะไม่ใช่ข้อเสียของมันก็ได้ครับ

“Shafts” ระบบส่งกำลังสุดท้ายด้วยเพลาขับ ระบบเพลาขับนั้นถูกพัฒนาโดยทีมงาน BMW ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ในโมเดล BMW R32 ในปี 1923 ที่นับว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ใช้ระบบนี้เป็นระบบส่งกำลังสุดท้าย โดยค่ายต่อมาที่ใช้งานระบบส่งกำลังสุดท้ายนี้ก็คือ Moto Guzzi ส่วนค่ายจากประเทศญี่ปุ่นผู้ริเริ่มพัฒนาก็คือ Honda


BMW R32

ข้อดีของระบบเพลาขับก็คือ การบำรุงรักษานั้นค่อนข้างต่ำ ถือว่าเป็นคุณลักษณะที่ดีที่สุดของระบบส่งกำลังสุดท้ายนี้ โดยการบำรุงรักษาระบบเพลาขับนั้นทำได้อย่างง่ายๆ เพียงเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นๆ ทุกๆ 40,000 กิโลเมตร การทำงานไม่ส่งเสียงรบกวนจนน่ารำคาญ และที่สำคัญคือไม่มีมีเรื่องจุกจิกกวนใจ

ข้อเสียของระบบเพลาขับก็คือ “แพง” ง่ายๆ สั้นๆเลยครับ เพราะการบำรุงรักษาที่น้อยกว่าระบบอื่นๆ มันจึงใช้นวัตกรรมในการผลิตชั้นสูงกว่าทุกๆ ระบบ อีกทั้งการเกิดความเสียดายแต่ล่ะครั้งอาจจะไม่สามารถทำการซ่อมแซมได้ต้องเปลี่ยนทั้งยางเลยทีเดียว

ในปัจจุบันระบบส่งกำลังสุดท้ายเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง ณ ปัจจุบันเราเริ่มเห็นระบบส่งกำลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และที่กำลังทำการพัฒนาก็คือระบบแม่เหล็ก ซึ่งในโอกาสต่อไปทีมงาน GreatBiker จะได้นำเอาสาระดีๆ แบบนี้มาฝากเพื่อนๆ อีกนะครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.bikesrepublic.com

BR6f9D.gif
BqfGdE.jpg