10 หมวกกันน็อกระดับ Hi-End ที่ควรค่าแก่การซื้อมาใช้งาน

Helmet-poll

หมวกกันน็อกคือหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ โดยปัจจุบันนั้นมีหลากหลายยี่ห้อและรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามแนวทางการใช้งาน ซึ่งวันนี้ทีมงาน GreatBiker จะขอนำเสนอ 10 หมวกกันน็อกระดับ Hi-End ที่ควรค่าต่อการซื้อหามาใช้งานกันครับ

10.AST-1 6D ราคา 23,000 บาทโดยประมาณ
AST-1 แบรนด์หมวกกันน็อกชื่อไม่ค่อยคุ้นหูไบค์เกอร์ชาวไทยเท่าไหร่นัก แต่มีเทคโนโลยี ODS หรือ Omni-Diectional Suspensiom ที่สามารถกระจายแรงกระแทกจากศีรษะ และสามารถรับแรงกระแทกได้มากยิ่งกว่าหมวกกันน็อกแบบเดิม ผนวกเข้ากับดีไซน์ที่เรียบหรูร่วมสมัย จึงทำให้มันสามารถใช้งานได้ตลอดไม่มีตกเทรนด์อย่างแน่นอน
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.6dhelmets.com

9.AGV Corsa R ราคาเริ่มต้น 24,600 บาท – 33,000 บาท
มาถึงหมวกกันน็อกแบรนด์ชื่อคุ้นหูชาวไทยกันบ้างกับเจ้า AGV Corsa R ด้วยความที่ตัวหมวกนั้นถูกว่าตำแหน่งให้สามารถใช้งานได้ทั้งสนามแข่งขันและบนถนนจริง ด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน มีแผ่นรองเหนือศีรษะที่หนาถึง 0.5 มม. มีตัวล็อกชิลด์หน้ากับตัวหมวก และช่องมองภาพที่กว้างกว่าทำให้ทัศนวิสัยที่ดีกว่า จึงทำให้ Corsa R นั้นเป็นที่ต้องการของเหล่าไบค์เกอร์ชาวไทยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

8.AGV Sport Modular ราคา 23,000 บาท
เป็นอีกหนึ่งรุ่นทีน่าสนใจจากแบรนด์ AGV โดยครั้งนี้ทาง AGV ได้นำเสนอทิศทางใหม่ของแบรนด์ด้วยหมวกกันน็อกสไตล์ Sport Modular ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงหลักพลศาสตร์ และสามารถสวมใส่ได้อย่างง้ายดาย อีกทั้งยังคงมาตรฐานความปลอดภัยระดับหมวกกันน็อกสำหรับการแข่งขัน MotoGP อย่างรุ่น Pistal R ของทางค่ายอีกด้วย

7.Arai Corsair X ราคาเริ่มต้น 26,000 – 35,000 บาท
จะไม่มีแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นแบรนด์นี้คงเป็นไปไม่ได้ สำหรับเจ้า Corsair X นั้นถูกออกแบบมาให้สามารถกระจายแรงจากการกระแทกได้ดีที่สุด จึงส่งผลให้มันดูโดยรวมแล้วค่อนข้างจะล้าสมัย แต่ถึงจะอย่างงั้นบรรดานักแข่งในระดับ MotoGP และ WSBK เองก็ตัดสินใจเลือกใช้งานหมวกกันน็อกรุ่นนี้ลงทำการแข่งขัน

6.Bell Pro Star Flex ราคา 37,000 บาท
หมวกกันน็อกรุ่นยอดนิยมจากอเมริกาที่สร้างจาก เปลือกนอกคาร์บอนไฟเบอร์ เสริมด้วย Textreme คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดยเฉพาะในรุ่น Flex นั้นจะแยกส่วนประกอบออกเป็นสามชั้น EP0, EPP และ EPS ช่วยลงแรงกระทบจากการปะทะ และช่วยซับแรงจากการชนด้วยความเร็วต่ำและปานกลางได้ดี การระบายอากาศและการถอดนวมไปทำความสะอาดทำได้อย่างง่ายดายด้วยแถบแม่เหล็ก และด้วยวัสดุที่คัดสรรมาอย่างพิเศษนี้ทำให้เวลาสวมใส่ Bell Pro Star Flex นั้นบริเวณต้นคอแทบจะไม่รับรู้ถึงการรับน้ำหนักอะไรเลย

5.Bell SRT-M ราคา 11,000 บาท
เป็นอีกหนึ่งในหมวกสไตล์ Modular หรือแบบ Flip-up ที่น่าสนใจไม่น้อย ด้วยราคาที่ไม่ได้แพงจนเกินไป บวกกันนวัตกรรมที่คำนวนทางหลักพลศาสตร์มาเป็นอย่างดี ช่วยลดอาการสั่นของศีรษะในเวลาขับขี่ด้วยความเร็วสูง มีที่ปิดคางป้องกันแมลงหรือเศษฝุ่นที่สามารถปลิวเข้ามาภายในหมวกได้ และยังมีแว่นบังแดดภายในให้ใช้งานได้อีก เรียกได้ว่าครบเครื่องในราคาสบายกระเป๋ามากๆ ครับ

4.HJC Rpha 11 Pro ราคาเริ่มต้น 10,500 – 22,000 บาท
มาถึงอีกหนึ่งรุ่นยอดนิยมของไบค์เกอร์ชาวไทย HJC Rpha 11 Pro ด้วยคุณภาพของงานผลิต เน้นในเรื่องของความสบายในเวลาสวมใส่ ด้วยช่องระบายอากาศที่มีด้วยกันหลายจุดทำให้เวลาใส่เข้า Rpha 11 Pro นั้นรู้สึกได้ถึงความโล่ง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลอย่าง DOT อีกทั้งลวดลายที่ทาง HJC ทำการซื้อลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้องทั้ง Marvel, Disney และ Star War ก็ทำให้บรรดาไบค์เกอร์มีทางเลือกที่มากขึ้นอีกด้วย

3.Shoei RD1200 ราคา 15,000 – 20,000 บาท
อีกหนึ่งแบรนด์จากประเทศญี่ปุ่น ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น RF1000 ด้วยรายละเอียดที่เพรียวมากขึ้น และมีลักษณะตามหลักพลศาสตร์ที่มากกว่า สร้างขึ้นจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส และเส้นใยเรซินอิเนอร์ซับวูฟเฟอร์ EPS แบบสองชั้น พร้อมช่องระบายอากาศช่วยให้ลมเย็นสามารถไหลเวียนในหมวกได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายกับช่องมองภาพขนาดใหญ่ทำให้เราได้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม

2.Shoei Neotec II ราคาเริ่มต้น 22,000 – 24,600 บาท
ขยับขึ้นมาอีกรุ่นจากแบรนด์ Shoei ซึ่งเจ้า Neotec II นั้นจะมาในรูปแบบของ Modular ที่ง่ายต่อการสวมใส่ ถูกออกแบบและทดสอบในอุโมงค์ลม เพื่อให้มันสามารถแหวกอากาศได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถเก็บเสียงลมได้ดีมากกว่ารุ่นอื่น และด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกที่ Shoei มีนั้นก็ยิ่งทำให้เจ้า Neotec II นั้นกลายเป็นที่สนใจของสาย Sport Touring เป็นอย่างมาก

1.Shoei X-Fourteen(X-14) ราคาเริ่มต้น 21,000 บาท – 27,600 บาท
ตัวท๊อปของทางค่าย Shoei ที่นักแข่งแชมป์โลก Marc Marquez เลือกใช้งาน สำหรับเจ้า X-14 นั้นถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับหลักพลศาสตร์มากที่สุด และนับว่าเป็นหมวกกันน็อกที่ลดแรงปะทะระหว่างผู้สวมใส่กับลมได้มากที่สุด ช่องระบายอากาศแบบ 6 ช่องทำให้อากาศไหลเวียนได้อย่างคล่องตัวมีเสียงรบกวนของลมที่ต่ำ และมีช่องระบายอากาศรอบแก้มทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกไม่อึดอัดเวลาสวมใส่

สำหรับเพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมราคาที่บอกไว้มันถึงดูไม่แพงเท่าไหร่ ก็เพราะว่าราคานี้คือราคาที่วางขายในอเมริกา ซึ่งหากพอนำเข้ามาในประเทศไทยนั้นก็จะมีเรื่องของภาษี ค่าขนส่ง และค่าการตลาดของบรรดาร้านค้าต่างๆ เพิ่มเข้ามา ดังนั้นแล้วหากเพื่อนๆสนใจหมวกกันน็อกรุ่นไหนอยู่ต้องลองสอบถามราคาของรุ่นและยี่ห้อนั้นๆ จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยกันอีกครั้งนะครับ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.motorcycle.com

BR6f9D.gif
BXlnqR.gif
BqfGdE.jpg